ความทรงจำกับเกมแนว Diablo

เดิมทีเอ็นทรี่นี้เกือบได้เป็นเอ็นทรี่ความทรงจำของปีที่แล้ว แต่เพราะปีก่อนจู่ ๆ ก็บ้า Final Fantasy ขึ้นมาซะก่อน เลยลัดคิวกันไป ซึ่งก็ดีแล้วเพราะมันทำให้มีเพิ่มอีกเกมนึง😆 (ส่วนไฟนอลก็โชคร้ายไป เพราะหลังจากเขียนปีก่อนผมก็ได้เล่นเพิ่มอีก 2 ภาค😑)

ก่อนอื่นเลยต้องขอเบรคความหวังไว้ตรงนี้ก่อน คือถ้าใครคิดว่ากำลังได้อ่านบทความจากแฟน Diablo ชั้นเซียน เล่นจบเป็นสิบเป็นร้อยรอบ มี build เทพ ๆ มาแนะนำมากมาย ให้หยุดหวังไว้เลย คือผมเป็นคนชอบเกม RPG มากก็จริง แต่ใครที่อ่านตอน FF มาก็คงพอทราบว่าผมเล่นเกม RPG ไม่ค่อยจบ หมดความอดทนเร็วมาก 😅 กับเกมแนว Diablo ก็เหมือนกัน ถ้าเล่นจบผมมักจะเล่นจบแค่คลาสเดียว แล้วพอเล่นคลาสอื่นก็จะไปเบื่อกลางทางแล้วเปลี่ยนเล่นคลาสใหม่ build ใหม่เรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไม่จบอีกเลย เป็นงี้ประจำ😁

และที่เรียกว่า "เกมแนว Diablo" แทนที่จะเรียกว่า Hack and Slash เพราะ Hack and Slash หลัง ๆ ถูกเอาไปเรียกเกมแนวฟันแหลกชนิดอื่นด้วย และถึงจะเพิ่มเป็น Hack and Slash RPG ก็มีหลายเกมที่มีความเป็น RPG ด้วย แต่ก็ไม่ใช่แนว Diablo อยู่ดี ซึ่งคุณสมบัติคร่าว ๆ ก็ต้องมี

  • มุมกล้องหลักต้องเป็นเฉียงด้านบน เห็นตัวละครไกล ๆ (ซูมได้ก็โอเค แต่ปกติมุมกล้องคือไม่ซูม) มุมกล้องหลังตัวละคร ข้ามไหล่ มุมมองบุคคลที่ 1 ไม่นับ
  • มีหลายคลาสให้เลือกเป็น
  • ศัตรูดร็อปอาวุธ ชุดเกราะ และไอเท็มแบบสุ่ม
  • ช่องเก็บไอเท็มมีลักษณะเป็นช่อง ๆ มีพื้นที่จำกัด ต้องบริหารช่องเก็บให้ดี
  • เมื่อสวมใส่อาวุธและชุดเกราะ กราฟิกของตัวละครต้องเปลี่ยนไปตามของสวมใส่ด้วย
  • มีสายสกิลให้อัพหลากหลาย ส่วน Stats จะมีให้อัพหรือไม่ก็ได้ (อันหลังนี่เพราะ Diablo 3 แท้ ๆ 😅)
  • มีเควสต์ให้รับ มีดันเจี้ยนให้ลง มีที่ให้ฟาร์ม

โอเค ก็ประมาณนี้แหละ ไปเข้าโหมดความทรงจำกันเลย



มันคือเกมในฝันที่คนอื่นทำให้เป็นจริง

ย้อนกลับไปยุค 90 ช่วงที่วงการเกมในไทยถูกยึดครองโดยเครื่องคอนโซล เกม PC ยังเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่ผมก็มีโอกาสได้รู้จักเกม PC เพราะชอบอ่านนิตยสารคอมในห้องสมุด โดยเกม PC ในยุคนั้นแนวที่ฮิตมาก ๆ แนวนึงก็คือแนว Adventure แบบ Point & Click ที่เราต้องใช้เม้าส์คลิกเพื่อสั่งการตัวละครให้เดิน สำรวจ หยิบของ เอาของนี้ไปใช้ตรงนั้น เรียกว่าเหมือนเราสั่งการตัวละครทุกอย่างด้วยเม้าส์ แทนที่จะสวมบทบังคับตัวละครให้เดิน ยิง กระโดด ฟัน โดยตรงแบบเกมฝั่งคอนโซล (แต่แนว Action แบบนั้น PC ก็มีนะ) เท่าที่จำได้ก็อ่านบทสรุปจบไปหลายเกม แต่เกมที่มีฉากตราตรึงใจที่สุดคือ The Legend of Kyrandia: Hand of Fate ที่จะมีฉากนึงที่เราต้องสู้กับบอสด้วยการคลิกให้ตัวละครหลบแล้วสวนกลับ (มันเป็นฉากใกล้จบเกมเลยแหละ ใครไม่กลัวสปอยล์ก็ดูคลิปนี้ ข้ามเวลาให้แล้ว) ถึงจะเป็นฉากสั้น ๆ แต่ทำให้ผมพบว่า เฮ้ย เกมแนวเฉื่อย ๆ แบบนี้มันมีฉากต่อสู้แบบแอคชั่น ๆ ได้ด้วยเว้ย (อาจมีในฉากอื่นหรือเกมอื่นที่อ่านก่อนหน้านี้ แต่อันนี้เขาเขียนให้เห็นภาพสุดละ) แล้วก็ฝันว่าสักวันต้องทำเกมที่มีฉากต่อสู้แบบนี้เยอะ ๆ ให้จงได้!

แต่ไม่ทันได้หัดเขียนโปรแกรมจนสร้างเกมที่ว่าได้ ก็มีโอกาสได้เล่นเกม ๆ นึงที่ใกล้เคียงสุด ๆ ซะก่อน นั่นคือ Warcraft II ค่ายเดียวกับ Diablo นี่แหละ เอาจริง ๆ ฝั่ง Westwood Studio ที่ทำ Kyrandia ก็ทำ Command & Conquer ออกมา แต่ฝั่ง Warcraft มันจะใกล้เคียงกว่า เน้นยูนิตเป็นคน ๆ มากกว่า ไม่ได้เป็นยานพาหนะซะส่วนใหญ่แบบ C&C ซึ่งแม้ Warcraft จะไม่ได้มีฉากแอคชั่นแบบฉับไว แต่การได้สั่งการตัวละครหลาย ๆ ตัวให้โจมตี เก็บของ ใช้สกิล ถึงเวลาหนีก็หนีได้ เรียกได้ว่าประทับใจสุด ๆ แต่ก็มาคิดว่า มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นเกมที่เน้นบังคับตัวละครตัวเดียว เลเวลอัพได้ มีอาวุธให้เลือกใช้หลากหลาย เรียนรู้สกิลเพิ่มได้ มีเพื่อนร่วมทีมเป็น AI ที่เราสามารถสั่งการเองได้ในบางครั้ง หน้าตาของเกมที่ผมคิดตอนนั้นมันออกมาคล้าย ๆ กับเกม Magicka แต่ย้ำว่าแค่หน้าตานะไม่ใช่เกมเพลย์ คือตอนนั้นก็คิดตัวละครให้ออกแนวพ่อมดนี่แหละ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน😅 แน่นอนกราฟิกที่คิดตอนนั้นก็เป็นแนว Pixel ตามสมัยนั้น

แต่ก็ไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ทาง Blizzard ก็เปิดตัว Diablo ภาคแรกมา ซึ่งมีทุกอย่างที่ผมเคยคิดไว้ ยกเว้นกราฟิกอันสดใสกับเพื่อนร่วมทีมแบบ AI (เกมดันเน้นมัลติเพลเยอร์ครับ😆) ตอนนั้นนิตยสาร Future Gamer ก็แถม Demo มาให้เล่นด้วย แต่ตัวเกมต้องการ Windows 95 และซีพียู Pentium ขึ้นไป ตอนนั้นผมมีให้อย่างเดียวคือ Win95 ก็เลยได้แต่มองตาปริบ ๆ 😔




ก่อนจะได้เล่น

เวลาผ่านไป ผมก็อัพเกรดเครื่องใหม่ และได้เอา Demo นั่นมาเล่นสมใจ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างใจหวัง เพราะเพียงผมลงดันเจี้ยนไปชั้นแรกห้องแรก ก็โดนโครงกระดูกรุมตายทุกครั้งไป พยายามหลายทีก็ไม่สามารถออกจากห้องแรกนี่ได้เลย สุดท้ายก็ล้มเลิกไป แต่ก็หวังว่าเกมเต็มถ้าเล่นคลาสอื่นคงจะรอดน่า สุดท้ายจน Diablo II ออกมาแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อมาเล่นซะที ส่วนหนึ่งก็เพราะผมเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะสนุกกับเกมนี้จริง ๆ หรือ (จากประสบการณ์โดนโครงกระดูกรุมตลอดใน Demo 😅)

จนกระทั่งปี 2002 เป็นยุคที่เกมออนไลน์เริ่มมา และแนวเกมที่ฮือฮากันมากตอนนั้นคือ MMORPG และ MMORPG เกมแรก ๆ ที่มาเปิดบริการในไทยคือ King of Kings (ตอนนั้นก็มี RO แล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไทยอย่างเป็นทางการ ต้องมุดไปเล่นเอา) ซึ่งเกมนี้ก็นำรูปแบบการควบคุมด้วยเม้าส์จาก Diablo มาใช้ด้วย ตอนนั้นเกมใช้ระบบแอร์ไทม์หรือซื้อชั่วโมงเอา แต่ก็มีการแจกชั่วโมงฟรีเรื่อย ๆ และผมก็ได้ชั่วโมงฟรีจากแผ่นที่แถมมากับนิตยสารเกม ก็เลยลองเล่นดู...

  • เกมเริ่มมาโดยการขังเราไว้ในห้องเล็ก ๆ ต้องตีลูกเจี๊ยบให้หมด ใช่ ลูกเจี๊ยบไม่มีทางสู้ตัวเหลือง ๆ นั่นแหละ
      
  • พอออกมาได้ก็รู้สึกต้องตีไก่ต่อ (มีไก่รึเปล่านะ จำไม่ได้) จากนั้นก็ต้องไปปั๊มเลเวลจากการตีหนู กระต่าย กวาง และ ลาบราดอร์รีทีฟเวอร์ (เอ่อ ซื้อโมเดลสำเร็จมาใช้รึเปล่าเนี่ย😅) 
      
  • แต่เพราะเกมค่อย ๆ ให้เราจัดการศัตรูทีละตัว และส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่ทำอะไรเราถ้าไม่ได้ไปตีมันก่อน แถมเพื่อนมันใกล้ ๆ ก็ไม่มารุมด้วย ทำให้ผมเริ่มซึมซับความสนุกของการใช้เม้าส์คลิกโจมตีศัตรู เก็บของดร็อป (ที่ไม่ได้สัมผัสจาก Diablo Demo เพราะโดนรุมตายก่อน😅)
      
  • และเพราะมันเป็นเกมออนไลน์ ดังนั้นเรื่อง Lag เรื่องหลุดก็มีเป็นปกติ แถมต้องเสียชั่วโมงเน็ตเวลาเล่น (สมัยนั้นเน็ตยังคิดเป็นชั่วโมงอยู่นะ) และหลายครั้งก็เจอภาพสยดสยองอย่างผู้เล่นอื่นรุมตีผู้เล่นที่ยืนแข็งทื่อเพราะหลุดจากระบบ (ก็ไม่รู้ว่าถ้าโดนตีจนตายจะเสียไอเท็มรึเปล่านะ) ผมว่ามันช่างป่าเถื่อนเหลือเกิน😅
      
  • ด้วยเหตุนั้น ผมจึงอยากหาเกมแบบนี้แต่ไม่ต้องต่อเน็ต ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เล่นมันคนเดียวนี่แหละ และทำให้ผมตัดสินใจซื้อ Diablo มาเล่นในที่สุด!
      
  • ใครอยากรู้ว่าเกม KOK นี่หน้าตาเป็นยังไง ดูได้ที่กระทู้นี้ครับ
      
  • ปัจจุบัน KOK ก็มีการเอามาทำใหม่บนสมาร์ทโฟนเรียบร้อย แต่ดูหน้าตาแล้วก็ได้แต่คิดว่า มันใช่เหรอฟระ🤨



ซื้อมาแล้วเป็นไง

ค่าย Blizzard นั้นจะมีประเพณีในการนำเกมมาแพ็คขายรวมกับภาคเสริมในกล่องเดียวแล้วตั้งชื่อว่า Battle Chest ซึ่งก็มีออกมาทั้ง StarCraft Battle Chest, WarCraft Battle Chest และแน่นอน Diablo ก็มี Battle Chest ด้วย และผมก็คิดมาตลอดว่าควรรอ Battle Chest ดีกว่า นี่อาจเป็นเหตุผลนึงที่ตอนนั้นไม่ได้ซื้อซะทีก็ได้

แล้วผมก็ซื้อมันมาในปี 2002 ในรูปของกล่องเหล็ก.... จำได้ว่าซื้อออนไลน์จากเว็บของบริษัทที่ปัจจุบันเป็นผู้จัดงาน Commart (แต่ก่อนเขาทำหนังสือด้วย ทำเว็บขายของด้วย และ Thai Mail ในตำนานก็ของบริษัทนี้) และหลังจากสั่งซื้อไปแล้วต้องรอนานมากกกกก เป็นเดือนกว่าจะส่งของ มาถึงสภาพกล่องยุบอีกต่างหาก ก็... เลิกทำเว็บขายของน่ะดีแล้ว😀 จำไม่ได้ว่าซื้อมาเท่าไหร่ แต่ยุคนั้นผมไม่ซื้ออะไรที่ราคาเกิน 700 แน่นอน ดังนั้นราคามันน่าจะอยู่แถว ๆ 399 - 699 นี่แหละ อ้อ เกมทุกเกมของ Blizzard ตอนนั้นจัดจำหน่ายโดย BM Media ที่ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น AsiaSoft นั่นแหละ

ดูจากรหัสทะเบียนใบอนุญาต ตัวเกม Diablo 2 และ Diablo 2 : Lord of Destruction จดทะเบียนปี 2543 และ 2544 ตามลำดับ ซึ่งจดทะเบียนเป็นชื่อไทยซะด้วยนะ ในภาพถ้าสังเกตตรงตัว BA ดี ๆ จะเห็นว่ากล่องมันปูด ๆ นิดนึง แต่จริง ๆ มันปูดเยอะเลยแหละ

หลังกล่องก็มีภาษาไทยพิมพ์อยู่ครบถ้วน ใครสงสัยว่าฟีลลิ่งกล่องเหล็กมันเป็นยังไง ก็..กล่องคุกกี้บ้านเรานี่แหละ ต่างตรงเขาเพิ่มลูกเล่นเคลือบด้านเข้ามา แล้วปล่อยให้ส่วนที่เน้น เช่น โลโก้ ปกเกม รูปในเกม ยังมันวาวต่อไป เสียดายถ่ายมาไม่เห็นว่าไหนด้านไหนมัน แต่ยังไงก็กล่องคุกกี้นั่นแหละ😅

มุมล่างซ้ายนี่จะเห็นรอยบิดเบี้ยวจากการขนส่งชัดเจน...

แม้ข้างนอกจะสวยพรีเมี่ยม แต่ข้างในเป็นแค่กระดาษลังที่พับไว้เป็นที่ยึดแผ่นแบบหลวม ๆ ลวก ๆ เท่านั้น และแน่นอนมันยึดไม่อยู่หรอก กล่องซีดีงี้เลื่อนไปมาได้อย่างอิสระ และด้วยคุณภาพการขนส่งในยุคนั้นกล่องซีดีจึงแตกเรียบร้อยครับ ต้องไปซื้อกล่องที่ขายทั่วไปมาใส่แทน

อะ เปิดให้ดู กระดาษลังกาก ๆ แต่พับแบบเชื่อมั่นในความแข็งแรงของกระดาษมาก แต่มันล็อคไม่อยู่เว้ย!!

ในกล่องจะประกอบด้วยแผ่นซีดี 6 แผ่นในกล่องซีดีแบบ 2 CD จำนวน 3 กล่อง เป็นของ Diablo หนึ่งแผ่น Diablo II สามแผ่น (แผ่นนึงจะฝากไว้กับกล่อง LoD) Diablo II : Lord of Destruction หนึ่งแผ่น สุดท้ายจะเป็นโบนัสรวมวิดีโอฉาก Cinematic ในเกมให้เปิดดูง่าย ๆ แล้วรู้สึกจะมีวิดีโอของ StarCraft ให้ด้วย



แผ่นหลัก ๆ ของทั้ง 3 ภาค เอามาให้ดูแค่ 3 แผ่นนี่แหละ อีก 3 แผ่นขี้เกียจถ่ายแล้ว😅


คู่มือของภาค 1 จะบางสุด แต่ดันเล่มใหญ่สุด สูงกว่ากล่องอีก ข้างในก็ไม่ใช่คู่มือลวก ๆ มีแนะนำเรื่องราวของคลาสต่าง ๆ แนะนำไอเท็ม วิธีการควบคุม และทุกอย่างที่ควรรู้ในเกม

คู่มือของภาค 2 และภาคเสริมของภาค 2 จะแปะ CD Key ไว้ที่หน้าปกเลย ก็เลยต้องหากระดาษมาปิดไว้ซะ😅 ตัวคู่มือของภาค 2 นี่เล่มหนามาก คือไม่ถึงกับหนาเป็นหนังสือการ์ตูน แต่ก็หนามากเมื่อเทียบกับคู่มือที่แถมมากับเกมในยุคนั้น ๆ (แต่จำได้ว่ามีเกม RPG เกมนึงหนากว่านะ หนามากด้วย แต่จำไม่ได้เกมอะไร ใครรู้ก็ทบทวนความจำให้ที) แถมลงวิธีเล่นละเอียดมาก คือมีกระทั่งแนะนำอาวุธชนิดต่าง ๆ ไปยันสกิลของแต่ละคลาสเลย

นอกจากเรื่องย่อของตัวเกมแล้ว ยังมีเนื้อเรื่องของแต่ละคลาสให้อ่านกัน รวมถึงปูมหลังอื่น ๆ แบบว่าคุ้มมาก เสียดายภาคหลัง ๆ ไม่มีแปลไทยแล้ว

สกิลต่าง ๆ มีอธิบายหมด แต่ไม่มีแนะนำ build ใด ๆ ทั้งสิ้นนะ ต้องไปคิดไปหากันเอาเอง😁

ตอนที่เกม Diablo II ออกมาใหม่ ๆ มีหลายสำนักพิมพ์มากที่ทำคู่มือเกมออกมา แต่ตอนนั้นผมท้อแท้กับการโดนโครงกระดูกรุมใน Demo มาก เลยไม่ค่อยสนใจซื้อมาเก็บ😅 แม้จะเล่นหลังเขาราว ๆ 2 ปี แต่โชคดีที่ยุคนั้นหนังสือบทสรุปเกมเล่มเก่า ๆ มักจะถูกซุกไว้ตามซอกหลืบของร้านหนังสือเสมอ อย่างซีเอ็ดนี่จะมีโซนแห่งความหวังของหนังสือเกมอยู่ คือจะมีหนังสือเกมกองเป็นตั้ง ๆ หรือเรียงแน่น ๆ ตามชั้น บางทีก็เจอหนังสือดี ๆ อยู่ล่างสุดของกอง แล้วผมก็ได้มา 2 เล่ม อีกเล่มนึงเป็นขนาดพ็อกเก็ตบุ็คเล่มหนา ๆ เป็นเล่มที่ผมชอบมากจนเก็บอย่างดี จนหาไม่เจอเนี่ย😆 เจอแต่อีกเล่มที่ Future Gamer ซื้อมาแปลตามภาพข้างบน แต่ไอ้เล่มที่ผมหาไม่เจอเนี่ยเขียนดีกว่าอีกนะ รู้สึกคนไทยจะเขียนเองด้วย




Diablo I - เมื่อผมได้ก้าวออกจากห้องนั้น

หากใครสงสัยว่าห้องนั้นคือห้องไหน แสดงว่าคุณข้ามข้างบนมาอ่านตรงนี้เลย ไม่ก็ผมเขียนยาวจัดจนลืมไปแล้ว ห้องที่ว่าคือห้องที่ผมโดนโครงกระดูกรุมตายใน Demo ของ Diablo ภาคแรกนี่แหละ หัวข้อนี้ก็จะเขียนถึงความรู้สึกที่ได้ (ทน) เล่นตัวจริงเต็ม ๆ ซะที

  • จริง ๆ แล้วผมไม่อยากเล่นภาคนี้เท่าไหร่ แต่เพื่อให้คุ้มค่าก็เลยต้องทนเล่นให้จบ โดยตั้งเป้าไว้ว่าถ้าไม่จบจะไม่ต่อภาค 2 เด็ดขาด
      
  • เกมจะมีให้เลือก 3 คลาส Warrior Rogue และ Sorcerer ตามสูตร ตอนนั้นผมหมดความเชื่อมั่นใน Warrior แล้ว (จาก Demo ที่ว่า) ก็เลยเลือกเล่น Sorcerer ซะ แล้วตอนนั้น The Lord of The Rings เพิ่งมีฉากแกนดัล์ฟถือดาบ ผมก็เลยเล่น Sorcerer สายดาบ ซะงั้นแหละ
      
  • แน่นอนว่าสายบ้า ๆ ขัดแย้งกันแบบนี้มันใช้ชีวิตในเกมลำบากมาก หลายครั้งเจอศัตรูที่สู้ไม่ได้ ก็ต้องฟันแล้วหนี ถ้าประชิดยากไปก็ยิงไฟร์บอลแล้วหนี รอมานาเต็มก็กลับไปยิงใหม่ โพชั่นหมดก็กลับขึ้นเมือง เกมดำเนินไปช้ามาก ค่อย ๆ กระดึ๊บ ๆ ไปทีละนิด😅
      
  • ด้วยความยากลำบากดั่งนรก ตอนนั้นผมถึงกับเอาไปเขียนเป็นไดอารี่ เล่าความทรมานในการค่อย ๆ ยิงไฟร์บอลตอดค้างคาวทีละนิด ๆ (อือ แค่ค้างคาวยังไม่รอด😂) และไดอารี่ก็ยาวไปจนถึงปราบ Diablo ได้เลยแหละ แต่น่าเสียดายที่ผมกู้ไดอารี่มาได้ไม่หมด (เขียนไว้บนเว็บ ThaiGameDevX) 
      
  • จำได้ว่าตอนที่เล่นจบ ผมเล่นจบตอน 7 โมงเช้า คือเล่นโต้รุ่งนั่นแหละ เป็นเกมแรกเลยที่เล่นโต้รุ่ง
      
  • ตอนนั้นสู้กับ Diablo ด้วยการยืนตีแลกกับมันเลย พลังลดก็ซดโพชั่น โพชั่นหมดก็วิ่งหนีวาร์ปกลับเมือง แล้วลงไปสู้ใหม่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ชนะ
      
  • เรื่องราวของภาคแรกทั้งหมดจะเกิดในเมือง ๆ เดียว คือเมือง TrisTram และฉากทั้งหมดที่เราเล่นคือลงไปใต้ดินของเมืองนี้เรื่อย ๆ 
      
  • น่าจะเป็นภาคเดียวที่สามารถโยนไอเท็มที่ล้นช่องเก็บทิ้งไว้ตามพื้นในเมืองได้ แล้วไอเท็มก็จะอยู่อย่างนั้น ไม่หายไปไหน
      
  • ภาคนี้ผมเล่นแค่รอบเดียว จบแล้วจบกัน ไม่เคยคิดกลับไปเล่นอีกเลย คือมันทรมานมาก แต่เพราะอยากเล่นภาค 2 เร็ว ๆ จึงทนได้ (ดันตั้งเงื่อนไขเองแท้ ๆ 😅) ส่วนหนึ่งก็เพราะระบบเกมมันโบราณเกินจะทนเล่นไหวด้วยแหละ อย่างไรก็ดี ถ้าเขารีเมคให้ระบบอะไร ๆ มันดีขึ้น ทันสมัยขึ้น ก็อาจจะซื้อมาเล่นอีกก็ได้



Diablo II - ล้ม ๆ ลุก ๆ สุดท้ายก็จบจนได้ แต่ไม่สุด..

ตรงภาค 2 นี่ขอนับรวมภาคเสริม Lord of Destruction ไว้ด้วยเลย เพราะตัวภาคเสริมนี่มันไม่มีอะไรให้เขียนเท่าไหร่ แล้วผมก็เริ่มเล่นโดยติดตั้งภาคเสริมไว้แต่แรกด้วย

  • ภาค 2 นี่จะมาเป็นซีดี 3 แผ่น แผ่นแรกเป็น Install Disc ติดตั้งเสร็จก็จบกัน แผ่นสองเป็น Play Disc เวลาเล่นต้องใส่ไว้ด้วย สุดท้ายคือ Cinematic Disc ที่เกมจะเรียกหาถ้าตอนติดตั้งเกมลงแบบไม่ก็อปไฟล์ Movie ลงเครื่อง
      
  • หากติดตั้ง Lord of Destruction เพิ่ม เกมจะบังคับให้ติดตั้ง Movie ลงเครื่องเลย แล้วตอนเล่นก็ใส่แต่แผ่น LoD นี่แหละ (รึเปล่านะ ลืม)
      
  • คีย์จากแบบแผ่นนี่เอาไปรีดีมบน Battle.net ได้นะ ซึ่งเมื่อรีดีมแล้วเราจะสามารถโหลดตัวติดตั้งแบบ No CD มาเล่นได้ แต่ถึงรีดีมแล้วเวลาติดตั้งก็ยังต้องใส่คีย์เองอยู่ดี ซึ่งถ้ารีดีมแล้วไม่ต้องกลัวคีย์หาย เพราะสามารถกดดูคีย์ในแอคเคาท์เราได้เลย
      
  • ภาคนี้เริ่มมาก็จัดหนักให้มาถึง 5 คลาสคือ Amazon, Necromancer, Barbarian, Sorceress, และ Paladin บางตัวเหมือนจะซ้ำกับภาคแรก แต่จริง ๆ ไม่ซ้ำนะ อย่าง Sorceress เนี่ย ภาคแรกเป็น Sorcerer นะ  แน่นอนว่าผมรอ AI ช่วยสู้มานาน ก็ไม่รอช้าเลือก Necromancer เป็นตัวแรกเลย
      
  • Necromancer เกมนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ในการ summon กว่าเกมที่ออกมายุคหลัง ๆ คือ จู่ ๆ จะเรียกมาเปล่า ๆ ไม่ได้ ต้องใช้ศพศัตรูหรืออาวุธในการ summon ด้วย (แต่ยังไงบ้างก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว) ก็ต้องวางแผนเตรียมวัตถุดิบไว้ดี ๆ
      
  • นอกจากบริวารที่ summon มาช่วยสู้แล้ว ภาคนี้ยังมีทหารรับจ้างอีก ถ้าพาไปตายต้องจ่ายเงินชุบชีวิตด้วย
      
  • ผมเล่น Necromancer ยาวไปจนถึง Act 4 เลย แล้วก็ตันแค่นั้นแหละ เพราะบริวารโดนศัตรูชุดแรกกินเรียบในพริบตา ตัว Necromancer ที่ build มาก็ตัวบางจนสู้ตามลำพังไม่ได้เลย สุดท้ายนั่นเป็นความล้มเหลวที่กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานานพอดู มันเจ็บปวดกว่าตอนโครงกระดูกรุมใน Demo ภาคแรกมากมายนัก
      
  • แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้ เริ่มเล่นคลาสใหม่อีกที แต่ด้วยเหตุที่สมัยนั้นผมไม่เล่นตัวผู้หญิง (เพราะรู้สึกว่าเกม RPG คือเกมที่เราต้องเล่นเป็นตัวเอง) และผมเกลียดขี้หน้า Barbarian เลยมีตัวเลือกเหลือแค่ Paladin ซึ่งผมก็ใช้ลุยได้ยาวไปจนถึง Act 4 ตามเคย และไปได้ไกลกว่าเดิม แต่ก็ไม่รอดอยู่ดี....

  • สุดท้ายก็ต้องยอมเล่นตัวจากภาคเสริมจนได้ ซึ่งจะมีเพิ่มมา 2 คลาสคือ Druid และ Assassin แน่นอน Assassin เป็นผู้หญิง ผมเลยเลือก Druid 
      
  • Druid จะเป็นคลาสที่คล้าย ๆ Necromancer เพราะสามารถเรียกสัตว์มาช่วยได้ (รู้สึกจะไม่ต้องหาวัตถุดิบด้วย) นอกนั้นยังสามารถแปลงร่างเป็นหมีหรือมนุษย์หมาป่าได้อีกต่างหาก เป็นคลาสที่ช่างดึงดูดให้คนซื้อภาคเสริมมาก😄 แต่ตอนนั้นผมเริ่มเบื่อแล้ว สุดท้ายก็เล่นไปไม่ถึงไหนแล้วเลิก พักยาว
      
  • กลับมาเล่นอีกทีก็ตัดสินใจงัด Paladin ที่เล่นค้างไว้นั่นแหละ มาพยายามกันอีกสักตั้ง เปลี่ยนกลยุทธกันนิดหน่อย ในที่สุดก็ไปถึง Diablo ของภาคนี้ จำได้ว่าตอนสู้ลุ้นระทึกมาก มีการดักทางอย่างเปิด Town Portal ไว้ก็มีการทำเขี้ยวมาล็อคด้วย ในที่สุดก็ชนะแบบภูมิใจสุด ๆ เป็นการจบ Diablo II อย่างงดงามประทับใจ
      
  • ต่อไปก็ลุย Act 5 ซึ่งเป็นส่วนของ Lord of Destruction ต่อ ฉากนี้จะไปยังถิ่นของ Barbarian ในบรรยากาศสงคราม เป็นฉากที่ผมชอบมาก เพราะ Act อื่น ๆ จะรู้สึกสู้อย่างเดียวดาย แต่ Act นี้จะเหมือนมีคนอื่นกำลังสู้อยู่รอบ ๆ ด้วย และบรรยากาศสนามรบนี่แบบเพิ่งอินมาจาก The lord of the rings : Two Towers มา (แล้วกำลังผิดหวังที่ EA ยกเลิก Two Towers เวอร์ชัน PC ด้วย) ทำให้ยิ่งชอบสุด ๆ
      
  • แต่ถึงจะชอบยังไง สุดท้ายผมก็เล่นไม่จบ ไม่ใช่เพราะติดอะไร แค่เบื่อไปก่อน จำได้ว่าสุดท้ายผมที่บ้าใช้ดาบมาตลอด เจออาวุธคู่ใจชิ้นใหม่เป็น Morning Star (เป็นกระบองที่มีลูกตุ้มหนามติดตรงหัว) แล้วก็จบแค่นั้น
      
  • ตอนหลังก็เลิกยึดติดกับเพศตัวละครแล้วลองเล่นคลาสอื่น ๆ ที่เหลือบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เล่น Barbarian เลย😆
      
  • Diablo II นี่มีระบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่เกมแนวนี้ยุคหลัง ๆ ไม่ค่อยมีมากมาย (แม้แต่ Diablo III ก็ไม่มี) เช่น พวกอาวุธยิงอาวุธปามีจำนวนจำกัด ธนูต้องมีลูกธนู หน้าไม้ต้องมีกระสุน ทำให้ใครเล่นสายยิงไกลต้องสำรองของพวกนี้ไว้ตลอด  การกดใช้โพชั่นด้วยคีย์ลัดต้องเอาโพชั่นใส่ในช่องตรงเข็มขัดเท่านั้น ไม่งั้นก็ต้องเปิดช่องเก็บของมาคลิกขวาใช้ ซึ่งไม่ทันกิน หรือจะแถบ Stamina ที่ต้องใช้ในการวิ่ง ซึ่งเกมแนวนี้ยุคหลัง ๆ เปลี่ยนมาให้วิ่งตลอดได้ตั้งแต่แรกกันไปเลย
      
  • Diablo II เป็นเกมที่ไม่มีการขยายช่องเก็บของติดตัวเลยตลอดทั้งเกม แต่เมื่อเล่น ๆ ไปจะได้ Horadric Cube ที่เป็นไอเท็มไว้สำหรับผสมไอเท็มอีกที (ซึ่งก็มีสูตรผสมมากมายก่ายกองมาก) แต่ประโยชน์อีกอย่างคือตัวมันถึงจะใช้ที่เก็บ 4 ช่อง แต่ข้างในมันมีช่องใส่ของอีก 12 ช่อง และทุกคนก็ต้องเอาของมาเก็บในนี้กัน (ชะตากรรมยังกะเครื่องออกกำลังกายเลย😅) 
      
  • และสุดท้ายผมก็ไม่เคยเล่น Diablo แบบมัลติเพลเยอร์กับใครเลย....



Torchlight ทางเลือกใหม่ที่เจอระหว่างรอ Diablo III

หลังจากเล่น Diablo II จบ (แม้จะไม่จบภาคเสริม) และเล่นซ้ำจนพรุน (แม้จะไม่จบอีกเลยสักรอบ) ก็มีข่าวลือว่า Diablo III เริ่มพัฒนาแล้ว ผมก็รอเลย จนคอมพ์เครื่องที่ใช้เล่น Diablo II พัง ก็เปลี่ยนเครื่องใหม่ ทุ่มทุนซื้อการ์ดจอรุ่นแพง เพื่อรอรับ Diablo III ที่ไม่รู้จะโผล่มาตอนไหนเต็มที่ จนเครื่องนั้นพังแล้ว Diablo III ก็ยังไม่ออก😄 แต่ก่อนที่เครื่องนั้นจะพังผมก็ได้พบเกมใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้ Diablo นั่นคือ Torchlight เกมนี้นี่เอง

ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเกมอินดี้ธรรมดา ๆ ที่มีมากมายในตอนนั้น (ถ้าเป็นสมัยนี้คงนึกว่าเกมมือถือแหง ๆ) แต่พอสืบประวัติก็พบว่าเกมนี้ได้ผู้ร่วมออกแบบ Diablo ทั้ง 2 ภาคอย่าง Max Schaefer และ Erich Schaefer มาร่วมพัฒนาด้วย ซ้ำยังได้คนแต่งเพลงประกอบ Diablo มาแต่งเพลงให้อีกต่างหาก เกมนี้เลยน่าจับตามองขึ้นมาทันที

  • ผมโหลด Demo ที่ให้ทดลองเล่นแบบจำกัดเวลามาลองเล่น (จำไม่ได้ว่าจำกัด 60 นาทีหรือ 120 นาที) เกมสามารถเล่นในเครื่องสเป็คต่ำได้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังออกแบบให้เล่นกับเครื่องสเป็คต่ำกว่านั้นอย่าง Netbook ได้อีก โดยการมีโหมด Netbook ให้เลือก
      
  • กราฟิกเกมเป็น 3D สไตล์การ์ตูนเต็มรูปแบบ แต่ยังใช้มุมมองเฉียงด้านบนแบบ Diablo  และเมื่อเกมเริ่มขึ้น ผมลงดันไปตีมอนสเตอร์ตัวแรก..... ตู้ม!!! เสียงทุบดังสนั่น มอนกระเด็น เลือดสาดกระจาย เอฟเฟ็กต์แสงจัดเต็ม  ซึ่งไอ้ของพวกนี้ Diablo ไม่มีให้เจอในช่วงเริ่มเกมเลย (อารมณ์ Diablo นี่แบบ จึ๊ก จึ๊ก จึ๊ก เผละ กริ๊ง) โอ้ว เกมนี้มัน!!! 
      
  • ผมใช้ช่วงเวลาทดลองที่มีจำกัดซึมซับเกมนี้ให้มากที่สุด และก็ตัดสินใจ ซื้อ!!!
      
  • ตอนนั้นมันลดราคา 50% เหลือ 300 กว่าบาท (ราคาเต็ม 700) แต่เกมมีขายแต่แบบดิจิตอลดาวน์โหลด ซึ่งผมยังไม่รู้จักสตีม และยังไม่รู้วิธีจ่ายเงินออนไลน์ จึงวานให้เพื่อนที่จ่ายออนไลน์ได้ช่วยซื้อให้ที สุดท้ายก็ได้เป็นคีย์มา ก็เป็นการซื้อเกมแบบดิจิตอลดาวน์โหลดเกมแรกในชีวิต
      
  • 1 คีย์สามารถติดตั้งได้ 10 เครื่อง แต่ผู้พัฒนาบอกว่าถ้าไม่พอเมลไปขอโควต้าเพิ่มได้ โห สุดยอด
      
  • ตอนหลังผมพบว่าสามารถเอาคีย์ที่ซื้อจากเว็บเขาโดยตรงไปรีดีมในสตีมได้ด้วย และทำให้ข้อจำกัดติดตั้งได้ 10 เครื่องไม่มีอีกต่อไป
      
  • ตัวเกมนั้นเหมือนเป็นการเอา Diablo ภาคแรกมาคิดใหม่ทำใหม่ ตั้งแต่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นในเมือง ๆ เดียว และดันเจี้ยนทั้งหมดก็จะอยู่ใต้ดินของเมืองนี้แหละ โดยจะมีทั้งหมด 35 ชั้น 8 สภาพแวดล้อม มีทั้งเหมือง คุก ป่า ถ้ำ ลาวา ฯลฯ 
      
  • คลาสเริ่มต้นก็มี 3 คลาสเหมือนกันได้แก่ Destroyer, Vanquisher และ Alchemist ซึ่งก็คือ นักรบ สายยิง และนักเวท ตามลำดับ แต่ละคลาสจะมีสกิล 3 สายให้อัพ สามารถอัพผสมข้ามสายไปมาได้
      
  • คลาสแรกที่ผมเลือกเล่นก็คือ Alchemist ที่เลือกอันนี้ไม่ใช่เพราะเป็นสายเวทแบบตอนเล่น Diablo ภาคแรก แต่เพราะผมไม่อยากเล่นเป็นตาหนวด Destroyer หรือ Vanquisher ที่เป็นผู้หญิงตะหาก คือตอนนั้นยังยึดติดอยู่นะ😅
      
  • Alchemist ไม่ได้เป็นแค่สายยิงเวทอย่างเดียว แต่พ่วงสายซัมม่อนแบบ Necromancer ด้วย ก็เลยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่
      
  • อีกจุดที่ผมชอบในเกมนี้คือเทคโนโลยีในโลกของเกมนี้ไปไกลกว่า Diablo คือมีปืนมีเครื่องจักรแล้ว ขนาดหุ่นยนต์ยังมีเลย และที่สำคัญคือโมเดลของอาวุธและชุดเกราะออกแบบได้เท่ดีและเห็นรายละเอียดชัดเจนมาก ทำให้รู้สึกอยากตามหาอาวุธและไอเท็มหน้าตาใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่ไอเท็มที่มีพลังมากขึ้นอย่างเดียว
      
  • เกมตัดความยุ่งยากของ Diablo ทิ้งไปหลายอย่าง เช่น อาวุธชุดเกราะไม่มีค่าความทนทาน หรือก็คือไม่มีวันพังไม่ต้องคอยซ่อมนั่นแหละ อาวุธยิงยิงได้ตลอดไม่ต้องหากระสุน ไอเท็มทุกชิ้นจะใช้ช่องเก็บของ 1 ช่องเท่ากันหมด (ยกเว้นไอเท็มสิ้นเปลือง 1 ช่องใส่ได้หลายชิ้น) ไม่ต้องลำบากจัดเรียง กดออกจากเกมตรงไหนก็เซฟตรงนั้นเลย เข้ามาใหม่ก็เริ่มตรงนั้นไม่ต้องกลับเมือง สะดวกมาก
      
  • เกมนี้ไม่มีทหารรับจ้าง แต่มีสัตว์เลี้ยงมาแทน ซึ่งถ้าสัตว์เลี้ยงโดนเล่นงานจนพลังหมดจะไม่ตาย แค่วิ่งหนีไปรอบ ๆ จนกว่าพลังจะฟื้นขึ้นมาเอง สามารถติดม้วนคาถาให้สัตว์เลี้ยงร่ายสกิลอัตโนมัติได้ (เหมาะกับสกิลพวก Heal All หรือ Summon มาก ๆ) เอาปลาให้กินเพื่อแปลงร่างได้ และสุดท้าย ถ้าของเต็มสามารถส่งสัตว์เลี้ยงกลับเมืองไปขายของได้ด้วย
      
  • ข้อเสียของเกมนี้ในสายตาคนทั่วไปคือ มันไม่มีมัลติเพลเยอร์ แต่ผมที่ไม่เคยมีเพื่อนมาเล่นเกมแนวนี้ด้วยซะที ไม่สะทกสะท้านกับข้อเสียนี้🤣
      
  • สุดท้ายผมเล่นเกมนี้จบประมาณ 2 - 3 รอบ โดยจบแค่ Alchemist กับ Destroyer โดยเมื่อเล่นจบเราสามารถเลือกได้ว่าจะลุยต่อในดันเจี้ยนไม่รู้จบ หรือให้ตัวละครนั่นรีไทร์เพื่อแลกกับไอเท็มมรดกให้ตัวละครใหม่ใช้ ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็ชวนให้เล่นแบบไม่รู้จบทั้งนั้นแหละ




Torchlight II ผู้ที่เหมือนจะมาโค่น Diablo III

หลังจากมีเสียงเรียกร้องจากผู้เล่น Torchlight ว่าอยากให้มีมัลติเพลเยอร์ซะที ในที่สุด Runic Games ผู้พัฒนา ก็ตอบสนองด้วยการเปิดตัว Torchlight II ที่พัฒนาขึ้นจากภาคแรกในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะฉากที่กว้างกว่าเดิมหลายเท่า ตัวละครที่ปรับแต่งได้มากขึ้น เลือกเพศ เลือกทรงผมสีผมได้ สัตว์เลี้ยงที่มีให้เลือกหลายชนิดมากขึ้น (แต่คุณสมบัติเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะตัวเล็กใหญ่ บินได้หรือวิ่งบนพื้น) และแน่นอนมัลติเพลเยอร์ก็มาซะที โดยมัลติได้ทั้งทาง Lan และผ่านอินเทอร์เน็ต

  • ตอนนั้น Diablo III ก็เริ่มใกล้จะวางขายแล้ว แต่ Torchlight II ประกาศชิงออกก่อนภายในปี 2011 
      
  • แต่สุดท้าย Torchlight II ก็ประกาศเลื่อนไปออกเดือนกันยายนปี 2012 ปล่อยให้ Diablo III ออกมาก่อนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2012
      
  • หลังจาก Diablo III ออกไม่กี่วัน ทาง Runic Games ก็ประกาศแจกคีย์ทดสอบ Close Beta ให้ผู้สนใจได้เข้าทดสอบ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
      
  • ตอนเบต้าผมเลือกเล่น Embermage สายน้ำแข็งเป็นคลาสแรก ซึ่งตอนเบต้านั้นเทพสุด ๆ แต่พอออกตัวจริงกลับเป็นตัวที่ปั้นให้เทพยากมากซะงั้น
      
  • พอเกมตัวเต็มออก ผมตัดสินใจซื้อวันแรกราคาเต็มเลย จัดเป็นเกมแรกในชีวิตที่ซื้อตอนออกวันแรกราคาเต็ม😂 ตอนนั้นซื้อมา $19.99 USD (สมัยนั้นสตีมยังไม่มีราคาโซนไทย) ปัจจุบันราคาถูกกว่านี้มาก ตอนลดราคายิ่งถูกสุด ๆ (แต่ตั้งแต่ภาค 3 ออกมาก็ลดไม่เยอะแล้ว) แล้วเมื่อไม่นานนี้ Epic Store ก็เอามาแจกฟรีอีก
      
  • ตอนที่เกมออกใหม่ ๆ ผู้คนกำลังผิดหวังกับ Diablo III ที่เน้นการซื้อขายไอเท็มด้วยเงินจริง บังคับออนไลน์ตลอดเวลา และระบบพัฒนาตัวละครที่ยังกะพวกเกมชูตติ้ง (สลับอาวุธไปมาตามสถานการณ์อะไรแบบนี้😅) ทำให้คนมาเทรีวิว Torchlight II จนคะแนนแซง Diablo III ได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ก็น่าจะเท่า ๆ กันแล้ว
      
  • เกมมีคลาสให้เลือกเล่นแค่ 4 คลาส แม้จะดูน้อยถ้าเทียบกับ Diablo II + LoD แต่ว่าแต่ละคลาสก็มีส่วนผสมของคลาสอื่น ๆ อยู่ด้วย
      
  • Berserker นั้นเป็นคลาสโจมตีประชิดเน้นอาวุธ 2 มือ (อาวุธ 2 ชิ้นถือข้างละชิ้น) ซึ่งดูคล้าย ๆ Barbarian แต่ก็มีสายสกิลเรียกหมาป่า แปลงร่างเป็นหมาป่า คล้าย ๆ Druid ด้วย และด้วยอาวุธหลักเป็นกงเล็บ/สนับมือ ทำให้ดูกึ่ง ๆ จะเป็น Monk เหมือนกัน
      
  • Outlander สายโจมตีไกลเน้นอาวุธระยะไกล แต่ก็มีสายสกิลเน้นขว้างดาวกระจายและวางกับดักแบบ Assassin อยู่ด้วย
      
  • Embermage สายร่ายเวท ก็มีสายเพลิง น้ำแข็ง พายุ/สายฟ้า อันนี้ปกติ
      
  • Engineer ดู ๆ ไปก็ Paladin ดี ๆ นี่แหละ แต่ก็เป็นสาย Summon แบบ Necromancer ด้วย เพียงแต่แทนที่จะเรียกโครงกระดูก โกเล็ม วิญญาณ ก็กลายเป็นเรียกหุ่นยนต์แทน😅
      
  • เล่นตัวเต็มครั้งแรกผมเลือก Outlander เป็นสายยิงแบบตรงไปตรงมา (คือสายตรงของคลาสนี้เลย) และจบเกมโดยใช้เวลา 24 ชั่วโมง (ไม่ได้เล่นรวดเดียวนะ) ก็ถือว่าเป็นเกมที่ใช้เวลาเล่นนานไม่เบา
      
  • ตอนหลังพยายามเล่นคลาสอื่น ลองหลาย ๆ สาย แต่สุดท้ายก็ไปไกลสุดแค่ Act 3  ไม่ใช่เพราะยาก แต่เพราะมันกว้างมากจนทนเล่นต่อไม่ไหว เอาจริง ๆ ตัวที่ไปถึง Act 3 ก็มีไม่เยอะ เพราะส่วนใหญ่จะไปเบื่อที่ Act 2 ก่อนมากกว่า คือมันเป็นฉากทะเลทราย กว้างแบบเคว้งคว้าง ในขณะที่ Act 3 จะเน้นกว้างแบบหลงทางมากกว่า
      
  • แม้จะเล่น ๆ เลิก ๆ แต่สุดท้ายนี่ก็เป็นเกมแรกที่ผมเล่นแตะ 200 ชั่วโมงใน Steam (ปัจจุบัน Mobius Final Fantasy แซงไปแล้วที่ 338 ชั่วโมง แต่ก็คงหยุดแค่นั้นเพราะเกมมันปิดไปแล้ว😢) เสียดาย Diablo II ไม่มีระบบบันทึกเวลา ไม่งั้นผมว่าอาจจะสูสีก็ได้ (สมัยนู้นยังนั่งเล่นเกมติดต่อกันหลาย ๆ ชั่วโมงไหว😅) 
      
  • ในบรรดาเกมทั้งหมดที่ผมพูดถึงในนี้ Torchlight II จัดเป็นเกมที่บอสสู้สนุกที่สุดแล้ว ทั้งแพทเทิร์นการโจมตี ทั้งอนิเมชั่น มันดูดีมีชีวิตชีวามาก ๆ ผิดกับหลาย ๆ เกมที่บอสเดินทื่อ ๆ มาฟาดเอา ๆ อย่างเดียว
      
  • หลังจาก Runic Games ออกเกม Hobs เป็นผลงานถัดไป ทาง Runic Games ก็ประกาศปิดตัวไป แล้ว Torchlight II ก็ไม่มีการอัพเดตอะไรอีก แต่แล้วปี 2019 จู่ ๆ Torchlight II ก็โผล่ลงเครื่องคอนโซลซะงั้น ลงทั้ง Nintendo Switch, PS4 และ Xbox One เลย ซึ่งมีการปรับปรุงหลาย ๆ อย่างให้เหมาะกับการเล่นด้วยจอย ซ้ำยังมีสัตว์เลี้ยงใหม่อีกต่างหาก
      
  • แน่นอนว่าเวอร์ชัน PC ไม่มีการอัพเดตอะไรเพิ่ม ถึงแม้จะมี Mod ให้ลงมากมาย แต่ Mod เกมนี้ผมว่ามันเละเทะเกินไป คือมันดูเป็นเกมไม่สมบูรณ์ไปเลยถ้าลง Mod ยกเว้น Mod 3 ตัวที่ทีมงานไปสร้างไว้เอง ได้แก่ Respec Potion, Extra Chunky และ Blanks Landmarks โดยอันแรกจะทำให้มีน้ำยารีสกิลขาย ส่วนอีก 2 ตัวหลังจะเพิ่มรูปแบบพื้นที่ใหม่ ๆ เข้าไป
       
  • ส่วนการรองรับจอยบน PC ก็โชคดีที่ Steam มีระบบไว้รองรับการใช้จอยทุกเกมแม้เป็นเกมที่ใช้เม้าส์ แต่จะเวิร์คแค่ไหนอยู่ที่ใครจะปรับแต่งระบบนี้ได้ลงตัว ซึ่งทาง Runic Games ก็ไปสร้าง Gamepad Profile แบบ Official ไว้ให้ใช้ด้วย และถ้าใช้กับจอย PS4 จะสามารถใช้ Touch Pad บนจอยเป็นปุ่มกดใช้สกิลได้อีก 8 ปุ่มเลยทีเดียว (ไม่ใช่บังคับเคอร์เซอร์ไปคลิกด้วยนะ มันจะขึ้นกราฟิกเป็นช่อง ๆ ให้เลือกเลย) แต่การเล็งโจมตีและเก็บไอเท็มค่อนข้างติดขัดพอสมควร และตัว UI ก็ไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับการใช้จอยแบบเวอร์ชันตอนโซล ดังนั้นบน PC ใช้เม้าส์กับคีย์บอร์ดต่อไปเถอะ😅
      
  • นี่เป็นเกมเดียวในบรรดาเกมแนว Diablo ที่ผมมีโอกาสได้เล่นมัลติเพลเยอร์กับเพื่อน แต่ก็ได้เล่นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเพื่อนคนนี้เขาไม่เหมาะกับเกมแนวนี้อย่างแรง (คือเขาไม่ชอบทางซับซ้อน ไม่ชอบฟาร์มไอเท็ม😀) แม้ในอดีตจะเคยเล่น Titan Quest มาก่อนผมก็เถอะ
      
  • ที่เหลือผมเขียนรีวิวยาวยืดไว้แล้วตั้งแต่ตอนเกมใหม่ ๆ อ่านได้ที่ เล่นแล้วมาเล่า... Torchlight 2 ตัวจริงเต็ม ๆ !!



Titan Quest เกมเก่าที่ได้เกิดใหม่

ตอนที่ Titan Quest ออกมาในปี 2006 นี่เป็นเกมแนว Diablo ที่ผมเมินสนิท ด้วยเหตุที่ว่าชุดเกราะในเกมนี้หน้าตามันไม่ถูกใจอย่างแรง😆 ผ่านมา 10 ปี ในปี 2016 Titan Quest ก็ออกเวอร์ชัน Anniversary Edition ซึ่งมีการพัฒนาปรับปรุงตัวเกมในหลาย ๆ ด้าน และรวมภาคเสริม Immortal Throne มาให้ด้วย ตอนนั้นทุกคนคิดว่ามันจบแล้ว แต่จู่ ๆ ปี 2017 ก็มี DLC Ragnarök โผล่มาซะงั้นน่ะ 

  • และผมก็ซื้อมาเล่นตอนปี 2017 นี่แหละ ตอนนั้นเกมลดราคาฉลองที่ออก DLC ใหม่ตามที่เกริ่นไว้ข้างบนนั่นแหละ แต่ผมก็ซื้อแค่เกมตัวหลักมาก่อน กะว่าเอาให้เล่นไปไกล ๆ จนมั่นใจว่าสนุกค่อยสอย DLC ตาม (ตอนนั้น DLC เพิ่งออกเลยยังแพงอยู่ด้วยแหละ😂) 
      
  • ต่อมาเกมก็ยังมี DLC Atlantis เพิ่มมาอีก และยังคงปล่อยอัพเดตปรับปรุงคุณภาพเกมและเพิ่มฟีเจอร์มาเรื่อย ๆ  (แต่ช่วงที่เขียนบทความนี้ก็เงียบหายไปนานแล้วเหมือนกัน คาดว่าคงจะเพราะโควิด เพราะมีแผนการอัพเดตที่มีการทดสอบเบต้าแล้วแต่ยังไม่ปล่อยตัวจริงออกมาอยู่)
      
  • จุดที่ขัดใจนอกจากดีไซน์ชุดเกราะ ก็คือตัวละครชายเกมนี้ไม่ใส่กางเกง แถมดูตัวหนา ๆ ตัน ๆ ยังไงไม่รู้ (ยิ่งหุ่นแบบนี้ใส่เกราะแบบนั้นอีกนะ ยิ่งรับไม่ได้เลย) แต่ผมเลิกยึดติดเพศตัวละครแล้ว ก็เลยเล่นตัวผู้หญิงไปตลอด ค่อยสบายตาหน่อย
      
  • จริง ๆ ตอนนั้นทีมงานเพิ่มกางเกงมาแล้ว แต่อยู่ใน DLC Ragnarök นะ😄
      
  • เกมนี้จะต่างจาก Diablo และ Torchlight ตรงที่เกมไม่มีระบบสุ่มฉากและสุ่มเควสต์ใด ๆ ทั้งนั้น ทุกอย่าง Fix เหมือนเดิมทุกครั้งที่เล่น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นตัวฉากของเกมนี้ก็กว้างมาก ๆ แถมเดินหลงทางได้ทุกรอบไป (ทีพวกเกมสุ่มฉากดันไม่ค่อยหลงนะ😅)
      
  • ศัตรูในเกมเวลาตีจะให้ฟีลลิ่งคล้าย ๆ Diablo II และช่วงแรก ๆ ที่เรายังไม่ค่อยแข็งแกร่งนักก็ต้องหมั่นวิ่งหนีบ่อยหน่อย
      
  • เกมไม่ได้ให้เลือกคลาสก่อนเข้าเกม แต่ให้ไปเลือกหลังจากเลเวลอัพระดับนึงแล้ว แถมเลือกได้ถึง 2 คลาส (ตอนเลเวล 2 เลือกคลาสแรก และจะได้เลือกอีกคลาสตอนเลเวล 8) ทำให้เกมนี้มีสูตรผสมคลาสมากมาย แต่หลัก ๆ สำหรับมือใหม่แล้ว เขาว่ากันว่าให้เลือกคลาสอะไรก็ได้กับ Dream ซึ่ง... ผมไม่เชื่อ!!
      
  • และก็พบว่าเกมนี้ยากพอสมควร ยากเหมือนตอนเล่น Diablo ตอนแรก ๆ คือมันจะมีจุดนึงที่เหมือนเลเวลเราไล่ไม่ทันศัตรู แต่เกมนี้ก็มีระบบช่วยให้ฟาร์มได้ง่าย ๆ โดยการออกจากเกมแล้วเข้าใหม่ ศัตรูก็จะเกิดใหม่ให้เราฟาร์มได้ทันที
      
  • เกมนี้มีระบบรีสกิล (ต่างประเทศเรียก Respec) เตรียมมาให้ในเกมเลย แต่ NPC ที่รีสกิลได้ตัวแรกจะอยู่ที่เมือง Delphi ที่ผมว่ามันไกลมาก ๆ สำหรับการแบกสกิลที่อัพผิด ๆ ไปให้ถึง จนอาจท้อเลิกเล่นตัวนั้นไปก่อนได้ง่าย ๆ  ทั้งชีวิตผมเลยเพิ่งไปเมือง Delphi แค่ 2 ครั้งเอง แล้วก็เล่นไกลสุดไปถึงแค่เมือง Delphi นี่แหละ😅 
      
  • เกมนี้ถึงรีสกิลได้ แต่รีคลาสใหม่ไม่ได้ เลือกแล้วเลือกเลย
      
  • เกมนี้เวลาเราตีศัตรูที่ถืออาวุธตาย หลายครั้งจะเห็นอาวุธตกลงพื้น แต่กลับไม่มีอาวุธนั้นตกอยู่จริงซะงั้น  ยกเว้นเวลาเห็นศัตรูระดับหัวหน้ากลุ่มถืออาวุธหน้าตาแปลก ๆ สวย ๆ ไอ้อาวุธนั้นจะดร็อปมาจริง ๆ เป็นระบบที่ไม่ค่อยเห็นเกมไหนมี ลองไปถามเพื่อนที่เคยเล่นเกมนี้สมัยออกมาใหม่ ๆ เพื่อนก็บอกว่าแต่ก่อนไม่มีแบบนี้นะ
      
  • สิ่งที่ผมชอบสุดในเกมนี้คือศัตรู บอส ที่มีหลากหลาย ทั้งมาจากสัตว์จริง ๆ และจากตำนานที่เราคุ้นเคย แถมทีมพัฒนาเหมือนพยายามจะเอามาจากทุกตำนานในโลกด้วย ตอนแรกเอามาจากตำนานกรีก ต่อมาก็มาอียิปต์ จีน แล้วยังออก DLC เป็นตำนานนอร์สและแอตแลนติสมาอีก ต่อไปจะมีตำนานอะไรอีกไม่รู้ 
      
  • สภาพแวดล้อมในเกมก็ค่อนข้างต่างจากเกมอื่น ๆ ที่ช่วงแรก ๆ คุณจะได้ยินเสียงนกร้องอยู่รอบ ๆ (ผิดกับ Grim Dawn ที่เป็นเสียงนกฮูก... หรืออีกานะ) คือมันรู้สึกได้สัมผัสถึงธรรมชาติกว่า ร่มรื่นกว่า ดูนั่นสิ มีหมูป่าซุกตัวในพงหญ้าด้วย! 
      
  • ด้วยเหตุผลจากข้อตะกี้ ทำให้หลายครั้งที่ผมงัด Grim Dawn มาเล่น ความมืดมนใน Grim Dawn ก็จะทำให้คิดถึงบรรยากาศของ Titan Quest ทุกครั้งไป สุดท้ายก็กลับมาเล่น Titan Quest อีกรอบ😁
      
  • ปัจจุบัน Titan Quest ก็พอร์ตไปลงคอนโซลและมือถือเรียบร้อย และแน่นอนว่ามีการปรับการควบคุมและ UI ให้เหมาะกับการใช้จอยด้วย ซึ่งฝั่ง PC ก็เตรียมอัพเดตเพิ่มการรองรับจอยไว้แล้ว เหลือแค่รอพร้อมปล่อยเท่านั้น



Grim Dawn เกมที่ภาพสวย เล่นไม่ยาก รองรับจอย แต่เหนื่อย!

แม้ Titan Quest จะได้รับการปรับปรุงจนพัฒนาจากสมัยก่อนไปมาก แต่อะไรหลาย ๆ อย่างมันก็ยังโบราณอยู่ดี (แล้วชุดเกราะมันก็นะ😅) และผมก็ได้ยินว่ามีเกมใหม่ที่นำเอ็นจินของ Titan Quest มาใช้ในการพัฒนาด้วย นั่นก็คือ Grim Dawn นี่แหละ 

  • การตัดสินใจซื้อ Grim Dawn เกิดขึ้นหลังจากซื้อ Titan Quest มาเล่นแค่ไม่กี่เดือน พูดง่าย ๆ คือเบื่อ TQ แล้ว อย่างลองอะไรใหม่ ๆ ที่คล้าย ๆ กันว่างั้นแหละ
      
  • เกม Grim Dawn จะใช้เซ็ตติ้งโลกล่มสลายในยุควิคตอเรี่ยน ซึ่งก็มีปืนใช้กันแล้ว จัดว่าเป็นเกมที่ยุคสมัยมาไกลที่สุดในบทความนี้ แม้จะไม่มีหุ่นยนต์แบบ Torchlight ก็เถอะ 
      
  • เกม Grim Dawn มีระบบหลาย ๆ อย่างคล้าย TQ มาก เช่นเลือกคลาสได้หลังจากเลเวลอัพ โดยเลือกได้ 2 คลาสเหมือนกัน (ครั้งแรกเลเวล 2 ครั้งต่อไปเลเวล 10) แน่นอนว่ามีสูตรผสมมากมายเช่นเคย
      
  • การอัพสายสกิลบางสกิลจะมีการเสริมคุณสมบัติย่อยเสริมเข้าไปในสกิลหลักอีกที และบางทีก็มีการตัดความสามารถอย่างหนึ่งเพื่อเพิ่มความสามารถอีกอย่างหนึ่ง เช่น ลดเวลาคูลดาวน์ลงทำให้ใช้สกิลได้บ่อยขึ้น แต่พลังโจมตีก็จะลดลงครึ่งนึงด้วย
      
  • นอกจากการอัพสกิล อัพ Stats เกมนี้จะมีการอัพ Devotion เพิ่มมาอีกอย่าง รูปแบบจะเป็นเหมือนแผนที่ดวงดาว ที่เราต้องไล่หากลุ่มดาวที่เหมาะกับสายที่เล่นแล้วกดอัพ ซึ่งก็มีทั้งดาวที่เพิ่ม Stats หรือดาวที่เพิ่มคุณสมบัติบางอย่างให้สกิลด้วย 
      
  • เกมมี NPC สำหรับรีสกิลให้ตั้งแต่เมืองแรกเลย ไม่ต้องไปหาไกล ค่ารีก็ไม่แพงมาก แต่ก็เหมือน TQ คือ รีสกิลได้ แต่เลือกคลาสแล้วเปลี่ยนไม่ได้
      
  • มอนสเตอร์ในเกมออกแบบได้น่ากลัว แต่ไม่ค่อยเท่เท่าไหร่ คือดูมันเละ ๆ หนาม ๆ งอก ๆ ลูกตา ๆ อะไรงี้ ผิดกับสิงสาราสัตว์ใน TQ ลิบลับ  แต่ตอนหลังก็มีอัพเดตกราฟิกมอนสเตอร์บางตัวให้ดูดีขึ้น น่าเล่นขึ้นมาหน่อย😁
      
  • บรรยากาศในเกมก็มืดมน เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ซากศพ ตามสไตล์โลกล่มสลาย ดีไซน์ของอาวุธชุดเกราะ ก็ดูเหมือนเอาเศษวัสดุเศษชิ้นส่วนศัตรูมาประกอบกัน ว่ากันตามตรงก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่า TQ ล่ะนะ😅  แต่ใน DLC ตัวหลัง ๆ ก็เริ่มมีอาวุธชุดเกราะเท่ ๆ กับเขาแล้วนะ
      
  • ตัวละครผู้ชายก็สืบทอดความตัวหนา ๆ ตัน ๆ จาก TQ มาเลย แต่เวลาใส่เกราะหนา ๆ ก็ดูเข้าอยู่ คงเพราะมีกางเกงช่วย😂 
      
  • แผนที่เกมนี้ก็ยังคง Fix ตายตัวแบบ TQ ความกว้างก็ไม่แพ้กัน แต่ที่เกมนี้ชนะเลยก็คือความซับซ้อน ซับซ้อนโคตร ๆ คือมันจะมีการต้องเข้าถ้ำหรือลงไปใต้ดินแล้วโผล่ออกมาอีกทาง ขึ้นมาแล้วก็ต้องหาทางลงอีก อะไรงี้ แถมตัวบอกตำแหน่งเควสต์ในแผนที่จะไม่ยอมขึ้นมาถ้าไม่เข้าไปใกล้ตำแหน่งเป้าหมายพอ นอกนั้นยังมีปริศนาที่ต้องหาของมาเปิดทางอีก ใครเป็นสายไม่ยอมดูเฉลยเด็ดขาดว่าหาของได้ที่ไหนอาจติดอยู่นานหน่อย
      
  • แต่ด้านการต่อสู้จัดว่าไม่ยากเท่า TQ อาจเพราะสกิลค่อนข้างมีคุณภาพกว่า เลเวลอัพได้เร็วกว่า และตัวละครดูจะคล่องตัวกว่าทำให้วิ่งหนีได้ง่ายกว่า และเกมมีระบบพลังชีวิตสำรองหรือ Constitution (ห้ามแปลว่ารัฐธรรมนูญนะ😅) ที่ได้มาจากการกินอาหาร (ถ้าเลเวลอัพหรือตายแล้วเกิดใหม่ก็ได้เต็มเหมือนกัน) ซึ่ง Constitution จะปรากฏเป็นแถบเหลืองใส ๆ ซ้อนทับพลังชีวิตอีกที โดยแถบ Constitution จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตให้เราโดยอัตโนมัติได้ แค่วิ่งหนีออกจากการต่อสู้ก่อนเท่านั้น
      
  • เนื่องจากเป็นเกมยุคใหม่ (ออกปี 2016) ทำให้กราฟิกของเกมทำมาได้ดีมาก เครื่องไม่ต้องแรงขนาดเล่น Diablo III ลื่น ก็ปรับภาพได้สวยแล้ว แต่ถ้าแรงพอปรับสุดได้ภาพจะสวยสุด ๆ และใครชอบความสะใจแบบฟาดศัตรูกระเด็น ชิ้นเนื้อกระจาย เกมนี้ยิ่งสะใจสุด ๆ โดยเฉพาะเวลากระเด็นมีการกระเด็นลอยขึ้นบนอากาศด้วย และเกมนี้คุณอาจจะได้เห็นศัตรูโดนฟาดจนลงไปนั่งกองกับพื้นด้วย (เกมอื่นแค่เด้งจากพื้นแล้วลงมายืนมึน แต่เกมนี้ลงไปนั่งมึนเลย)
      
  • ตัวเกมรองรับจอยเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น แต่มีข้อแม้ว่าต้องเล่นด้วยความละเอียด 1080p ขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากเขาออกแบบ UI สำหรับใช้กับจอยไว้ที่ความละเอียดนี้ ถ้าใช้ความละเอียดน้อยกว่านี้มันจะล้นจอได้ จริง ๆ ก็สามารถปรับลดสเกล UI ช่วยได้ แต่ผู้พัฒนาคงกลัวว่ารายละเอียดบางอย่างจะเล็กเกินไปจนมองไม่ออกล่ะมั้ง
      
  • เมื่อเล่นด้วยจอยนอกจาก UI จะเปลี่ยนแล้ว การควบคุมก็ปรับให้เหมาะกับจอยจริง ๆ ทำให้เวลาเล่นนี่เหมือนเป็นอีกเกมไปเลย (อารมณ์เหมือนเล่นเกมแอคชั่นยิงแหลกฟันแหลกมุมมองเฉียงด้านบน) แต่ก็ยังคงมีบางจุดที่ใช้จอยไม่สะดวก เช่น การจัดไอเท็ม การอัพสกิล การอัพ Stats  พวกนี้เล็งลำบาก แต่ยังดีที่เกมออกแบบให้เราสลับไปมาระหว่างจอยกับเม้าส์คีย์บอร์ดได้ตลอด แค่ขยับเม้าส์หรือกดปุ่มจอยเท่านั้น
      
  • สรุปเกมนี้ก็เป็นเกมคุณภาพเกมนึง แต่มันเหนื่อยกับการหาทางไปต่อจริง ๆ และบรรยากาศของเกมถ้าซึมซับนาน ๆ อาจรู้สึกมืดมนได้🤗



และแล้วก็มาถึง Diablo III

เกมที่ปล่อยให้รอหลายปี แล้วมันก็ออกมาในปี 2012 แต่กว่าผมจะซื้อก็ล่อไปปี 2019 นี่เอง 7 ปีกว่าเลยนะ ทำไมถึงรอนานขนาดนั้น? ก็ตอนนั้นมันยังแพงไง😂

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมภาพประกอบเกมนี้ถึงไม่เป็นปกเกมล่ะ? ก็มันไม่มีไง ไอ้ที่อยู่ในตัว Client ของ Battle.net ผมก็ไม่นับเป็นปก เพราะมันดันมีข่าวอยู่ด้วย  จะให้เอาภาพปกจาก Geforce Experience มันก็เล็กไป ไปเอาจากเว็บขาย มันก็เหมือนไม่ใช่ของเรา หรือเอาจากเว็บ Blizzard เอง สภาพมันก็ไม่ค่อยต่างจากที่อยู่ใน Client นั่นแหละ😅 ก็เลยเอาภาพหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ Diablo III ที่ซื้อมาดองไว้นานกว่าจะได้เล่นจริงมาแทนนี่แหละ😀

  • เรามาพูดถึงหนังสือ 2 เล่มข้างบนกันก่อน ก็เป็นหนังสือที่ผมซื้อมาตั้งแต่เกมออกมาใหม่ ๆ นั่นละ สังเกตได้จากเนื้อหาเกี่ยวกับระบบเกมบางอย่างก็ล้าสมัยไปแล้ว (ตั้งแต่ยุคยังมี Auction House และสกิลบางอย่างก็ไม่ได้อยู่หมวดหมู่เดียวกับในปัจจุบัน) 
      
  • เล่มซ้าย Lore Master จะเน้นเล่าเรื่องราวตำนาน (Lore) ของเกม โดยเล่มนี้จะเน้นที่ Diablo นี่แหละ และก็มีเรื่องราวยาวไปถึง Diablo III ด้วย (ส่องปกดี ๆ จะเห็นว่ามี Titan Quest กับ Torchlight ด้วย แต่ Torchlight นี่แทบไม่มีเรื่องราวอะไรหรอก😅)
      
  • ส่วนเล่มขวาจะเป็นการแนะนำเกม RPG Hack & Slash ตั้งแต่กำเนิดชื่อแนวเกมนี้ จากนั้นก็ไล่เรียงไปทีละเกม (ไม่รู้ตามลำดับอะไรแต่ไม่ใช่ลำดับการออก😅) เอาจริง ๆ เนื้อหาก็แนวเดียวกับเอ็นทรี่นี้แหละ คือเป็นประวัติของแต่ละเกมแบบสรุป แต่จะมีเกมอื่นที่ผมไม่ยกมาด้วย เช่น The Witcher, Thone of  Darkness, Sacred, Dungeon Siege เป็นต้น หลังจากแนะนำเสร็จ ครึ่งหลังจะเป็น Guide ของ Diablo III แบบเต็ม ๆ มีทั้งเตรียมสเป็คเครื่อง แนะนำระบบเกมต่าง ๆ แล้วก็พาไปแนะนำแนวทางในการพัฒนาตัวละครในคลาสต่าง ๆ เจาะลึกไปถึงการจัดชุดสกิลเลย แล้วสุดท้ายก็เป็นบทสรุปเลย คือเล่าเรื่องราวของ Act ต่าง ๆ ต้องทำอะไร มีบอสอะไรบ้าง บอกหมด คือถึงไม่ได้เล่นแค่อ่านจบก็รู้เรื่องยิ่งกว่าเล่นเองอีก😅 (แต่เกมนี้ไม่มีบทสรุปก็เล่นจบได้อยู่แล้ว)
      
  • และหลังจากปล่อยให้เกมออกมาถึง 7 ปีกว่า ในที่สุดผมก็ตัดสินใจซื้อในวันที่ 30 ตุลาคม 2019 เพราะเว็บ CDKeys เอามาลดราคาเหลือ 400 บาทกับเศษสตางค์นิดหน่อย (ปัดเศษก็ 401 บาทนี่แหละ) แล้วเวอร์ชันที่ซื้อก็คือ Diablo III Battle Chest เหมือนกับกล่องข้างบนนี่แหละ ต่างกันตรงที่คราวนี้ไม่มีกล่อง ไม่มีแผ่น ไม่มีคู่มือ ไม่มีกระทั่งปกเกม😂
      
  • Diablo III Battle Chest จะประกอบด้วย Diablo III ตัวหลัก และส่วนเสริม the Reaper of Souls แต่จะไม่มี the Rise of the Necromancer นะ คืออดเล่น Necromancer นี่แหละ
      
  • สาเหตุที่ซื้อ Battle Chest เลย เพราะผมลั่นวาจาไว้ตั้งแต่ 7 ปีก่อนหน้าแล้วว่า จะรอ Battle Chest ค่อยซื้อ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เราไม่ควรซื้อ Diablo III ตัวเดี่ยว ๆ มาเล่นเด็ดขาด ซึ่งผมลองแล้วมันเป็นความจริงครับ เพราะพอเล่นภาคหลักจบ มันจะรู้สึกว่างเปล่ามาก อารมณ์แบบ อ้าว จบแล้วเหรอ? แค่นี้เหรอ? ดังนั้น ห้ามซื้อ Diablo III เดี่ยว ๆ โดยไม่มี The Reaper of Souls เด็ดขาด😣
      
  • แต่ก่อนจะได้ซื้อ ผมก็มีโอกาสได้ลองเล่นฟรีในโหมด Starter ที่เขาเปิดให้ทุกคนเล่นฟรีได้ถึงเลเวล 13 และจบที่การชนะ Skeleton King จากนั้นก็จะยังเล่นต่อได้ แต่จะดำเนินเรื่องต่อไม่ได้ และเลเวลตันที่ 13 แค่นั้นแหละ ซึ่งตอนลองครั้งแรกบอกเลยว่าไม่ประทับใจ เพราะเกมต้องส่งข้อมูลไปเซิร์ฟเวอร์แล้วรอตอบกลับตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการคลิกแล้ววินาทีนึงตัวละครถึงจะพุ่งไปโจมตี อะไรงี้
      
  • แต่เวลาผ่านไป ผมอัพเกรดเครื่องแล้ว เน็ตก็เร็วขึ้นแล้ว เอามาลองใหม่เกมก็เล่นได้ราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ แล้ว ก็เหลือแค่รอลดราคาแล้วซื้อนี่แหละ🤗
      
  • ตัวแรกที่ใช้เล่นก็คือคลาส Monk เล่นยาวไปจนจบ Act IV ฆ่า Diablo เรียบร้อยในระดับความยาก Hard (อ้อ เขาเลิกเรียกระดับความยากว่า Nightmares  Hell Inferno แล้วนะครับ) อยากบอกว่าเป็น Diablo ที่ตื่นตาตื่นใจน้อยที่สุดตั้งแต่เล่นมา แล้วผมชนะได้ง่าย ๆ แค่ใช้สกิลซัดให้มึนแล้วยืนตีวนไปนี่แหละ ทำไมมันง่ายแบบนี้ Hard ภาคนี้มันง่ายกว่า Normal ของภาคก่อน ๆ เยอะ
      
  • ส่วนของ Act V ก็เล่นไปนิดหน่อย แต่ไม่จบ เพราะรู้สึกเสียเวลากับเกมนี้มากไปแล้ว ก็เลยพักก่อน
      
  • เกม Diablo III จะมีระบบ Season คือให้เราสร้างตัวละครใหม่ (หรือเอาตัวละครเก่ามารีเซ็ตเล่นใหม่แบบไม่เหลืออะไรเลยก็ได้) แล้วเข้าเล่นในโหมด Season ซึ่งก็จะดำเนินเรื่องไปตามปกติ แต่จะมีบัฟช่วยเหลือเพิ่มมา และจะมีเควสต์ให้ทำเพื่อปลดล็อคไอเท็มดี ๆ (เช่น เซ็ตเกราะ ปีก สัตว์เลี้ยง) ที่หาได้เฉพาะใน Season นั้น ๆ เท่านั้น
      
  • Season นึงจะมีเวลาให้เคลียร์ 3 เดือน ถ้าหมดเวลาก็จบ เคลียร์ไม่ได้ก็อดของดีไปเลย😑 ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยเคลียร์ทันหรอก ทำให้ท้อแท้กับระบบ Season พอสมควร แล้วพาลไม่อยากใช้ตัวละครนั้นต่ออีก เพราะลุยต่อก็ไม่ได้ของ (ถ้าจบ Season ตัวละคร Season จะกลายเป็นตัวละคร non-Season เหมือนตัวละครทั่วไป สามารถเล่นต่อได้ แต่จะทำเควสต์ Season ไม่ได้แล้ว)
      
  • ระบบหลาย ๆ อย่างใน D2 ก็หายไปใน D3 เช่น อาวุธยิงไกลไม่ต้องใช้กระสุนแล้ว ยิงได้ไม่รู้จบกันไปเลย ผู้ติดตามก็ไม่มีวันตายแล้ว ถ้าพลังหมดก็แค่วิ่งหนี (ใช่มะ เอาจริง ๆ ไม่เคยเห็นพลังหมดเลย😅) เข็มขัดเก็บโพชั่นก็ไม่มีแล้ว แต่มีโพชั่นให้กดใช้ได้ตลอดแบบไม่ต้องซื้อเพิ่มเลย แค่ต้องรอคูลดาวน์ถึงจะใช้อีกได้ แต่นาน ๆ จะได้ใช้ทีเพราะศัตรูจะดร็อปเม็ดพลังให้เก็บอยู่แล้ว (พูดยังกะเป็นเกมร็อคแมน😂) แถบ Stamina ก็หายไปแล้ว เพราะตัวละครเปลี่ยนมาวิ่งตลอดเวลาตามสมัยนิยม (แต่บางตัวก็มีสกิลช่วยวิ่งให้ใช้)
      
  • ภาคนี้สามารถเลือกเพศตัวละครได้แล้ว และในวิดีโอที่เป็นฉากเล่าเรื่องจะมีการแยกเสียงพากย์ตามคลาสตามเพศตัวละครเลย (นี่ล่ะมั้งทำให้เกมใหญ่เกือบ 20 GB😅)
      
  • แม้คนจะบ่นเรื่องเนื้อเรื่องของเกม แต่ผมว่าการนำเสนอเนื้อเรื่องเขาทำได้ดีนะ คือเกมอื่น ๆ จะเน้นให้เราอ่านเอาจากบทสนทนา แต่ Diablo III จะใช้ฉากคัทซีนและวิดีโอคั่นฉากช่วยให้เรารับรู้ความเป็นไปในเรื่องได้ง่าย คือใครฟังไม่ออกหรือขี้เกียจอ่านก็พอรู้แหละว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และวิดีโอคั่นฉากในภาคนี้ยังคงคุณภาพแบบสุดยอด อยากให้เขาเอามาทำเป็นหนัง Animation เต็มเรื่องฉายในโรงจริง ๆ 😆
      
  • ระบบสกิลเปลี่ยนไปมาก คือไม่ต้องมานั่งอัพ ไม่ต้องมานั่งรีสกิล เพราะพอเลเวลถึงก็ปลดล็อคเลย แล้วจากนั้นจะสลับใช้ตอนไหนก็ได้ (ยกเว้นตอนกำลังสู้อยู่) โดยแต่ละสกิลจะมี Rune ให้ปรับเปลี่ยนความสามารถได้ด้วย อือ เหมือนเล่นเกมชู้ตติ้งแต่งปืนแต่งยานยังไงไม่รู้😅
      
  • ชุดเกราะภาคนี้ ตอนแรกแปลกใจที่ยิ่งใส่ยิ่งดูเละเทะ มารู้ทีหลังว่าเกมนี้เขาให้เปลี่ยนสีเกราะแต่ละส่วนได้ตามใจ (สมัยนี้ขอแค่มีเงินก็เปลี่ยนได้ แต่รู้สึกสมัยก่อนต้องตามหาวัตถุดิบทำสีมาก่อนนะ) ก็เปลี่ยนสีจนสวยได้แหละ ถือว่าน่าพอใจ
      
  • ภาคนี้เหมือนจะลดความสำคัญของการซื้อของลง เพราะเอาของไปย่อยแล้วคราฟท์เอาคุ้มกว่าเยอะ ซึ่งการจะคราฟท์ของเลเวลสูง ๆ ได้ก็ต้องจ่ายเงินเทรนช่างเพื่ออัพเกรดร้าน ระบบนี้ผมก็ชอบนะ แต่แอบคิดถึงบรรยากาศช็อปปิ้งนิดนึง😃 โดยช่างที่เทรนได้จะมี 3 คนคือ Blacksmith ไว้ซ่อมไอเท็ม ย่อยไอเท็ม คราฟท์ไอเท็ม Jeweler ใช้ถอดอัญมณี รวมอัญมณี และ Mystic เอาไว้เพิ่มคุณสมบัติให้ไอเท็ม เปลี่ยนหน้าตาไอเท็ม รวมถึงเปลี่ยนสีด้วย
      
  • ผู้ติดตามในภาคนี้จะมี 3 คนตายตัว (แต่ในเนื้อเรื่องอาจมีตัวละครหลักติดตามไปช่วยสู้ด้วยเป็นบางครั้ง) และแต่ละคนจะมีเนื้อเรื่องและปูมหลังเป็นของตัวเอง เราสามารถเลือกให้ติดตามได้ทีละคนเท่านั้น สามารถติดตั้งอาวุธและไอเท็มบางอย่างให้ผู้ติดตามได้ และผู้ติดตามก็มีสกิลประจำตัวให้เลือกสลับไปมาได้ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนกำลังสู้) เหมือนกัน
      
  • สิ่งที่ไม่ชอบจริง ๆ จัง ๆ เลยก็คือ การซูมในเกมนี่แหละครับ ในขณะที่เกมอื่นเขาซูมได้หลายระดับ บางเกมหมุนมุมกล้องได้ด้วย แต่เกมนี้ซูมได้แค่ 2 ระดับ คือ ไกลโคตร ๆ กับ ใกล้สุด ๆ แค่นั้น ไกลนี่คือไกลจนบางทีไม่เห็นว่าตัวละครเราทำท่าทางอะไรตอนโจมตี แถมถ้าเล่นด้วยความละเอียดต่ำนี่โมเดลตัวละครและศัตรูจะดูแย่มาก ๆ  ส่วนมุมใกล้จะเห็นท่าทางชัดเจน แต่มันใกล้จนมองหาทางไปต่อได้ยาก ต้องจ้องแผนที่เอาแทน แถมบางทีโดนฉากบังด้วย (มุมไกลไม่บังนะ) แล้วเกมนี้ก็ไม่ได้เตรียมระบบอะไรมาช่วยตอนโดนฉากบัง อย่างทำเป็นเอ็กซเรย์มองทะลุแบบ Torchlight หรือทำให้ออบเจ็คที่บังโปร่งใสชั่วคราวก็ไม่มี ทำไมเนี่ย เกมออกมา 8 ปีแล้วนะเฮ้ย
      
  • และถึงแม้เกมนี้จะไปลงคอนโซลแล้ว มีการออกแบบ UI และการควบคุมให้เหมาะกับการใช้จอยในการเล่นบนคอนโซลแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววจะเอาระบบนี้มาใส่ใน PC แต่อย่างใด
      
  • สรุปก็เป็นเกมที่ อืม เล่นเพลินแหละ แต่ต้องอดทนกับความเบื่อในช่วงที่ยังเล่นไม่จบ เพื่อไปฟาร์มสนุก ๆ ในโหมดการเล่นใหม่หลังจบเกมให้ได้ คงประมาณนี้มั้ง เพราะไม่เคยทนเล่นไปถึงขั้นนั้นซะที😂
      
  • อ้อ หลังจากผมซื้อเกมนี้เพียง 2 วัน ทาง Blizzard ก็ประกาศเปิดตัว Diablo IV อย่างเป็นทางการ😉



ส่งท้าย การรอคอย Torchlight III และ Diablo IV

ตอนที่เขียนนี้ Torchlight III ก็วางขายในช่วง Early Access มาหลายเดือนแล้ว แต่ผมถือคติไม่ซื้อเกมตอน Early Access ถึงแม้จะชอบขนาดไหนก็เถอะ ที่สำคัญตัวเกมในปัจจุบันยังเป็นแบบ Online Multiplayer เท่านั้น ซึ่งไม่เหมาะกับผมที่เล่นคนเดียวตลอดศกแน่นอน แถมคราวนี้ผมรู้สึกเฉย ๆ กับ Torchlight III แฮะ ทำไมมันไม่ว้าวสักนิด ก็รอดูพัฒนาการสักพักละกัน 

ส่วน Diablo IV อันนี้น่าเล่นมาก แต่ไม่รู้จะได้เล่นเมื่อไหร่ แล้วเครื่องจะไหวมั้ย ก็ได้แต่รอคำตอบต่อไปละครับ 😄




ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจบ คนที่แวะมาอ่านแต่ไม่จบก็ขอบคุณเหมือนกัน

ขอบคุณที่แวะมาดูครับ😊




ความคิดเห็น

  1. ผมเล่น Diabo จนจบเกม บนคอมฯ 486 ก่อนอัพเกรดเป็นแพนเที่ยม ใน ปี 2545 หลานชวนเล่น ragnarok แต่เครื่องผมเล่นไม่ได้เลยไปอัพเกรดเพื่อเล่นกับหลาน

    ตอบกลับลบ

โพสต์ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[บันทึก] 3 เดือนนิด ๆ กับจอย DualShock 4 (บน PC)

RPG Maker MZ สอยดีมั้ย ภาษาไทยปกติรึเปล่า?

เล่นแล้วมาเล่า... Torchlight 2 ตัวจริงเต็ม ๆ !!

ปัญหาภาษาใน Windows 10 Ver.1803 และวิธีแก้มัน

อัพแล้วเป็นไง Windows 10 May 2020 Update (Ver.2004)

[รีวิวลวกจิ้ม] ดิจิตอลทีวี Skyworth 19E510

[รีวิวสายอีก] Mega Man X Legacy Collection 1

RPG Maker VX Ace กับภาษาไทย

RPG Maker MV มีดีอะไร แล้วภาษาไทยล่ะ?