หลังจากลองเล่น Diablo II Resurrected (ตอน Open Beta นั่นแหละ)

หลังจากลือกันมาหลายปีเรื่อง Diablo II Remaster ในที่สุดเมื่อต้นปี 2021 จู่ ๆ เขาก็ประกาศเปิดตัว Diablo II Resurrected มาจนได้ แม้ผู้เคยร่วมพัฒนา Diablo II ภาคดั้งเดิมจะบอกว่ามันทำยากมาก เพราะไฟล์โมเดลต้นฉบับหายไปหมดแล้ว ถ้าจะทำก็ต้องทำกราฟิกใหม่หมด แต่เขาก็ลงทุนทำกราฟิกใหม่หมดจริง ๆ (พร้อมตั้งราคาให้คุ้มค้ากับสิ่งที่ได้ทำลงไป😀) 

ตอนรู้ข่าวผมก็รีบไปงัด Diablo II ภาคดั้งเดิมที่รีดีมจากกล่องเหล็ก (อ่านได้จากเอ็นทรี่ : ความทรงจำกับเกมแนว Diablo) กลับมาเล่น เพื่อจะได้ทบทวนความทรงจำมาเขียนเอ็นทรี่ทิพย์ที่ชื่อ "ลองย้อนไปเล่น Diablo II ภาคเก่ารอ Resurrected" แต่พองัดมาเล่นจริง ๆ ความโบราณของมันมิอาจทำให้ผมเล่นต่อไปได้ คือคนมันเจอเกมแนว Diablo ยุคใหม่ ๆ เข้าไปแล้ว มาเจอความเป็นต้นกำเนิดเข้าไปบวกกับกราฟิกและตัวละครที่เดินช้าเหลือทน มันก็.... วางสิครับ


ความเก๋าเฉพาะตัวของ Diablo II 

เนื่องจาก Diablo II เป็นเกมแรก ๆ ที่เป็น "เกมแนว Diablo" (จำไม่ได้ว่าก่อน Diablo II ออก มีเกมแนวนี้ออกมากี่เกม แต่มี Diablo 1 แน่ ๆ ละ) ดังนั้นคงไม่ต้องแปลกใจว่าเราจะพบว่ามันขาดอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกมแนว Diablo เขามีกัน และกลับกันก็มีอะไรที่เกมแนว Diablo เขาไม่มีกันด้วย (เพราะทำให้เกมยุ่งยากเกิน) ก็มาดูกันคร่าว ๆ


  • ไม่มี Skill Slot (หา?) : อือ ถ้าพูดถึงเกมแนวนี้ก็ต้องนึกถึงช่องใส่สกิลที่ให้กดเลข 1 - 9 (บางเกมอาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้) เพื่อใช้สกิลหรือไอเท็มในช่องนั้น แต่ Diablo II กลับไม่มีของแบบนั้น จะมีแค่เซ็ทสกิลไว้ที่ปุ่มคลิกซ้ายกับคลิกขวา 2 ช่องเท่านั้น ถึงอย่างไรเกมก็ยังอำนวยความสะดวกด้วยการให้ตั้งช็อตคัทด้วยปุ่ม F1 - F8 เพื่อสลับสกิลมาที่ 2 ช่องนี่ได้ แต่แค่สลับมานะไม่ใช่กดใช้
  • มีช่องเข็มขัด : ช่องเข็มขัดนี่คือตรงตัว มันเป็นช่องที่ติ๊ต่างว่าตัวละครเอาของห้อยไว้ที่เข็มขัด ทำให้หยิบใช้ได้ทันที ปกติก็จะเอาไว้เก็บพวกโพชั่น และไอ้นี่แหละที่แย่งปุ่มตัวเลข 1 - 4 จาก Skill Slot ไป โดยปกติจะมีแถวเดียว 4 ช่อง แต่ถ้าได้เข็มขัดใหม่มาก็จะมีแถวเพิ่มขึ้น สูงสุดคือ 4 แถว หรือ 16 ช่อง แต่การกดเลข 1 - 4 ใช้ได้แค่ 4 ช่องแถวล่างสุดเท่านั้น โดยถ้าช่องไหนถูกใช้ไป ของที่อยู่แถวบนจะเลื่อนมาเสียบแทน
  • ตัวละครเดินได้ (?) : เกมแนว Diablo สมัยนี้ตัวละครจะวิ่งมาเป็นค่าตั้งต้นเลย (ขนาด Diablo III ยังไม่เว้น) แต่ Diablo II มีเดินครับ และถ้าจะวิ่งก็ต้องใช้ Stamina ในการวิ่งด้วย (อืม คล้าย ๆ พวกเกม Open World สมัยนี้) แม้ว่ามันจะฟื้นฟูเองได้ถ้ากลับไปเดิน แต่ถ้า Stamina หมดตอนกำลังจะหนีตายคงไม่ดีแน่ เกมก็เลยมีโพชั่นฟื้น Stamina ให้ด้วย

  • รัศมีแสง : มันคือขอบเขตความสว่างรอบตัวละคร (เพิ่มลดด้วยไอเท็มได้) เกมนี้ไม่ว่าหน้าจอจะกว้างแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่ในที่มืด ก็จะเห็นศัตรูแค่ในรัศมีแสงนี่เท่านั้น ยกเว้นจะมีแหล่งกำเนิดแสงอื่นในฉาก ซึ่งอาจจะมาจากศัตรู ของประกอบฉาก หรือสกิล  ก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความลุ้นระทึกเวลาอยู่ในที่มืด ๆ ได้ดี เพราะไม่รู้จะเจอฝูงศัตรูแอบอยู่ในเงามืดเมื่อไหร่ (บางครั้งในจังหวะที่ต้องหลบหนีอาจต้องยิงสกิลที่มีแสงสว่าง เช่น ธนูไฟ เพื่อสำรวจทางข้างหน้าช่วย) แม้จะเป็นระบบที่ท้าทาย แต่กับจอกว้าง ๆ ในยุคปัจจุบันมันทำให้อึดอัดสิ้นดี เกมแนวนี้ยุคหลัง ๆ เลยเผยให้เห็นทั้งจอมันเลย ง่ายดี

  • อุปกรณ์พังได้ ธนู หน้าไม้ต้องใช้ลูก : ระบบค่าความทนทานของไอเท็มมีหลายเกมยังใช้อยู่ แต่หลายเกมที่ภาคเก่าเคยใช้แล้วมาเลิกในภาคหลัง ๆ ก็มี  Diablo เองก็มีระบบนี้และยังใช้อยู่ถึงภาค 3 (ภาค 4 ก็คงใช้ต่อนะ) เอาจริง ๆ มันเป็นระบบที่ยุ่งยากเพราะต้องคอยกลับเมืองมาซ่อมของ แต่ก็ลุ้นดีเวลาโดนรุมแล้วขึ้นว่าเกราะกำลังจะพัง  ธนูและหน้าไม้ของ Diablo II ก็ต้องใช้ลูกธนู/กระสุน ทำให้สายยิงต้องพกสำรองไว้ตลอด (ใช้ชีวิตลำบากกว่าเขานิดนึง) ซึ่งระบบนี้ในภาค 3 ได้ถอดออกไปแล้ว
  • ตายแล้วอุปกรณ์ที่ใส่อยู่ร่วงหมด : เกมแนวนี้ถ้าตายมักจะมีบทลงโทษ โดยหลัก ๆ ก็จะเสีย EXP กับเงินบางส่วนไป แต่บทลงโทษโดยพื้นฐานสำหรับ Diablo II คือ อุปกรณ์สวมใส่ที่ติดตัวอยู่จะร่วงหมดเกลี้ยง รวมทั้งเงินด้วย ยังดีที่ของในช่องเก็บของจะยังอยู่  ซึ่งของที่ร่วงจะอยู่กับศพเรา ณ จุดที่ตายนั่นแหละ ถ้าไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำรองหรือฝากเงินไว้ซื้อของกลับไปลุยเพื่อเก็บคืนมาก็เสี่ยงอยู่ บางครั้งอาจจะต้องไปตัวเปล่าแล้วเก็บพวกของที่ทิ้งไว้ระหว่างทางมาใช้แทน แต่จริง ๆ เกมนี้มีฟีเจอร์ช่วยคนที่ไม่ได้เตรียมแผนสำรองอยู่ นั่นคือกดออกจากเกมแล้วศพเราจะกลับมาโผล่ในเมืองแทน แต่ต้องแลกกับการที่แผนที่ถูกรีเซ็ตต้องสำรวจใหม่หมดแทน (ใน Resurrected ระบบนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่)
  • ช่องเก็บของจำกัดมากกกกก : ช่องเก็บของติดตัวในเกมนี้นอกจากจะเล็กกว่าชาวบ้านแล้ว ยังต้องเอาไว้เก็บกระสุนและอุปกรณ์สำรองเผื่ออุปกรณ์หลักพัง โพชั่นและม้วนคาถาก็ใช้พื้นที่ 1 ชิ้นต่อ 1 ช่อง ไม่ใช่ 1 ช่องเก็บได้หลายชิ้นแบบเกมสมัยนี้ นอกนั้นเกมยังมี Charms ที่แค่พกในช่องเก็บของเฉย ๆ ก็มีผลเหมือนสวมใส่ แถมจะพกกี่อันก็ได้ (ถ้ามีที่) ทำให้ช่องเก็บของที่เล็กอยู่แล้วยิ่งเล็กลงไปอีก เกมก็อุตส่าห์ช่วยหาที่เก็บของให้อีกนิดนึง เช่น เข็มขัดใส่โพชั่นได้สูงสุด 16 ขวด  Tomb ที่กินพื้นที่ 2 ช่องแต่เก็บม้วนคาถาได้ 20 ม้วน และตอนหลังเราจะได้ Horadric Cube ที่ตัวมันใช้พื้นที่ 4 ช่อง แต่ข้างในดันมีช่องอีก 12 ช่อง แม้หน้าที่มันจะเอาไว้ผสมของ แต่ยามไม่ใช้นี่ชะตากรรมไม่ต่างจากเครื่องออกกำลังกาย😀

อันนี้ก็เท่าที่จำได้ ถ้าจำไม่ผิดพวกอาวุธเวทที่ยิงคาถาได้ก็ต้องกลับไปเติมด้วยมั้ง ไม่ค่อยได้เล่นสายนี้เท่าไหร่เลยไม่แน่ใจ แต่เท่านี้ก็เห็นได้ว่าเกมนี้ชีวิตมันลำบากจริง ๆ แต่กลับกันนั่นก็คือความท้าทายที่ทำให้เราต้องบริหารอะไรหลาย ๆ อย่าง และก็นั่นแหละที่ทำให้แฟน Diablo II หลายคนไม่ชอบ Diablo III

- - -


แล้วก็ได้มาลอง Diablo II Resurrected 

หลังจากยอมแพ้กับการกลับไปเล่นภาคดั้งเดิมแล้ว ในที่สุดวันที่ 21 สิงหาคม 2021 เขาก็ให้คนที่ยังไม่ได้สั่งจองได้ทดสอบ Resurrected แบบ Open Beta (คนที่สั่งจองได้ลองล่วงหน้าไปแล้ว) โดยให้เล่นได้เต็ม ๆ ถึง 3 วัน (ตรงกับเที่ยงคืนวันศุกร์ถึงเที่ยงคืนวันจันทร์ แต่บางสื่อลงว่าถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์) แต่ผมก็ไม่ได้เล่นเต็ม ๆ เท่าไหร่หรอก ไม่กล้าจัดเต็มมากกลัวตัดใจไม่ขาด แต่ก็ได้ลองอะไรหลาย ๆ อย่างจนตัดสินใจได้ละว่าอนาคตจะซื้อหรือไม่ซื้อ

เริ่มจากกราฟิกในเกมที่ตอนแรกรู้สึกว่ามันก็แค่เพิ่มความละเอียดนี่หว่า เพราะตรงพื้นยังดูเป็นเม็ด ๆ พิกเซลอยู่เลย แต่พอเพ่งดูดี ๆ มันไม่ใช่เม็ดพิกเซลแต่เป็นหญ้า แถมเป็นหญ้าที่ปลิวไสวตามแรงลมซะด้วย เม็ดฝนและแสงเอฟเฟ็กต์จากสกิลทำได้สวยขึ้นมาก โดยเฉพาะเอฟเฟ็กต์ของไฟฟ้าที่ของเก่าดูยุก ๆ ยิก ๆ ไม่ค่อยสวย ดูเป็นก้อนอะไรไม่รู้ แต่ของใหม่นี่ดูทรงพลังสมเป็นไฟฟ้าขึ้นเยอะ

สำหรับคนที่ ยี้ เหม็นกลิ่นกราฟิกสมัยใหม่ สามารถกดกลับเป็นภาพแบบดั้งเดิมได้ตลอดเวลา โดยภาพจะหดเหลือแค่ตรงกลางจอตามสัดส่วนต้นฉบับ แต่พวก UI จะยังเป็นของใหม่อยู่นะ

นอกจากปรับภาพเป็นของเก่าแล้ว ยังกดซูมได้ด้วย (แต่ซูมตอนเป็นโหมดภาพเก่าไม่ได้นะ) โดยการกด F บนคีย์บอร์ด (จอยไม่มีปุ่ม Zoom) หากตั้งปุ่มเป็นแบบ Resurrected จะเปลี่ยนเป็นปุ่ม Z แทน (ปุ่มเดียวกับภาค 3) โดยซูมได้แค่ระดับเดียวแบบภาค 3 นั่นแหละ เมื่อซูมแล้วจะเห็นรายละเอียดกราฟิกแบบจัดเต็มมาก หญ้าพริ้วไสว ก้อนหิน เศษไม้ พื้นดิน น้ำนอง ดูละเอียดสุด ๆ



สิ่งที่อาจมองไม่เห็นหรือมองไม่ชัดถ้าไม่ได้ซูมคือ อนิเมชั่นของตัวละครละเอียดมีชีวิตชีวามาก  Sorceress งี้ผมกับผ้าคลุมพริ้วสุด ๆ และท่าร่ายเวทก็ละเอียดมาก ๆ หรือท่ายิ่งธนูของ Amazon เราจะเห็นจังหวะง้างธนูจนถึงตอนปล่อย ซึ่งจะได้เห็นว่ามีการจับลูกธนูอยู่จริง ๆ ตอนปล่อยก็ปล่อยจริง ๆ ลูกธนูก็พุ่งออกไปจริง ๆ การวิ่งเข้ามาโจมตีของศัตรู การกระเด็น หรือแม้แต่ศพที่นอนกองกับพื้นก็มีรายละเอียดจัดเต็มไปหมด

ที่หน้าไตเติ้ล เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน Diablo II แต่เกมแนวนี้เขามีกันหมด นั่นคือโมเดลตัวละครแบบเต็มตัวในสภาพที่ติดของสวมใส่ในปัจจุบัน โดยจัดเต็มมาในสภาพแบบตัวใหญ่เต็มจอ ใหญ่กว่าทุกเกมที่มีมาเลยมั้ง

ที่หน้าตั้งปุ่ม ถ้ากด Default จะมีให้เลือกการตั้งปุ่ม 2 แบบคือ Legacy กับ Resurrected โดยแบบ Legacy ก็คือแบบดั้งเดิมที่คีย์ 1 - 4 ใช้กดโพชั่น และ F1 - F8 ใช้สลับสกิล ส่วนแบบ Resurrected จะอิงตามเกมสมัยใหม่หรือก็คือ Diablo III นั่นแหละ โดยจะให้คีย์ 1 - 8 เป็นปุ่มสลับสกิลตามที่ควรจะเป็น (แต่ได้แค่สลับนะ ไม่ใช่กดใช้เลย) และโพชั่นจะไปใช้ปุ่ม QWER แทน (ใครชินกับการสลับอาวุธด้วย W จะขัด ๆ หน่อย)

- - -


การรองรับ Game Controller 

แม้เกมแนว Diablo จะเป็นเกมที่อยู่คู่กับการคลิกเม้าส์กดคีย์บอร์ดมานาน แต่หลัง ๆ พอเกมแนวนี้ไปลงเครื่องคอนโซล ก็จำเป็นต้องปรับให้รองรับจอยด้วย ซึ่งการปรับไม่ใช่แค่ปรับการควบคุม แต่ UI ต่าง ๆ ก็ต้องออกแบบมาให้เหมาะกับจอยด้วย สำหรับคนที่มาทางสาย PC อาจจะไม่สนใจใช้จอย แต่เชื่อเถอะ มันเหมือนเล่นเกมใหม่อีกเกมเลยนะ

แม้จะเป็นเกมเก่ามาทำใหม่ แต่ Diablo II Resurrected ก็รองรับจอย ในขณะที่ Diablo III แม้จะไปลงคอนโซลแทบครบทุกเครื่องแล้ว แต่บน PC ก็ไม่คิดจะทำให้รองรับจอยเลยสักนิด😅 แถมการรองรับจอยของ D2R (เริ่มย่อแล้ว) ยังสะดวกง่ายดายสุด ๆ เพราะสามารถสลับระหว่างจอยกับเม้าส์คีย์บอร์ดได้ตลอดเวลา เพียงกดปุ่มที่จอยหรือคลิกเม้าส์เท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปตั้งค่าอะไรที่ไหนเลย และตัวเกมยังรู้จักจอย PS4 ด้วย (ต้องติดตั้งจอยอย่างถูกต้อง ไม่ใช้โปรแกรมแปลงเป็นจอย Xbox นะ) ขึ้นปุ่มเป็นวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม กากบาท ให้เรียบร้อยเลย

การใช้จอยมีข้อดีกว่าเม้าส์มากมาย อย่างแรกคือเราจะมีสกิลสล็อตให้ใช้ทันที 12 ช่อง! โดยแบ่งเป็นแบบกดปุ่มเดี่ยว 6 ช่อง และกดคู่กับ L2/LT อีก 6 ช่อง แถมยังเป็นแบบกดแล้วใช้สกิลทันที ไม่ใช่แค่กดสลับแบบ F1 - F8 บนคีย์บอร์ด นอกจากจะมีช่องสกิลให้ใช้ง่ายแล้ว การโจมตีระยะไกลยังง่ายขึ้นด้วย เพราะแค่หันไปทางที่มีศัตรูอยู่แล้วกดยิงก็จะเป็นการเล็งเป้าให้อัตโนมัติ (หันข้างให้ศัตรูบางทียังหันไปยิงให้เองเลย) แต่ก็มีข้อเสียคือการจะเล็งยิงศัตรูตัวใดตัวหนึ่งในฝูงศัตรูจะทำได้ยาก และถ้าเป็นการโจมตีระยะประชิดแล้วตั้งปุ่ม A/กากบาท เป็นปุ่มโจมตีหลัก บางทีระหว่างโจมตีอาจเผลอไปเก็บไอเท็มที่ตกอยู่แถวนั้นเข้า ทำให้สู้เสร็จต้องมาคอยกดทิ้ง เพราะไอ้ปุ่มนี้มันใช้เป็นปุ่มตอบโต้ครอบจักรวาลด้วยไง



เมื่อใช้จอย หน้า UI ต่าง ๆ จะมารวมอยู่ที่เดียว และเราต้องใช้เคอร์เซอร์รูปวงกลม (จับภาพมาไม่ติด) ในการเลือกสิ่งต่าง ๆ  โดยเมื่อเคอร์เซอร์เลื่อนผ่านอะไรก็จะขึ้นบอกว่ากดปุ่มไหนเพื่อทำอะไร บางอย่างก็ต้องกดค้างเอา ถ้าเทียบกับเกมแนวนี้เกมอื่นที่รองรับจอยแล้ว การจัดการช่องเก็บของใน D2R ค่อนข้างสะดวกกว่ามาก อาจเป็นเพราะช่องเก็บของมันเล็กและของก็ชิ้นใหญ่ ๆ ทั้งนั้น และเคอร์เซอร์ก็เป็นรูปวงกลมไม่ต้องมาเล็งตรงปลายลูกศรเลยเลือกได้ง่าย (Grim Dawn กะ Titan Quest นี่ต้องยอมสลับเม้าส์มาจัดเลย) นอกจากนี้ช่องเก็บของยังเพิ่มปุ่มจัดเรียงของอัตโนมัติมาให้ด้วย เลยไม่ต้องเหนื่อยโยกย้ายอะไรไปมานัก

- - -


คุ้มค่าที่จะซื้อรึเปล่า?

ส่วนตัวก็คิดว่ามันดีกว่าที่คิดมาก แม้ระบบการเล่นจะเดิม ๆ แต่ด้วยกราฟิกที่ดีเกินคาด ซ้ำการเล่นด้วยจอยก็สะดวกสุด ๆ ทำให้เป็น 1 ในเกมที่ "ซื้อแน่ ๆ " ละ  ถ้าถามว่าซื้อตอนนี้คุ้มมั้ย ก็... ด้วยราคา $39.99 (ประมาณ 1300 บาท) จัดว่าแพงอยู่นะ แต่ก็ถือว่าเป็นราคามาตรฐานของเกมสมัยนี้ (ที่ไม่ได้ปรับราคาเป็นราคาไทย ๆ) และค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อกับเกมที่ลงทุนทำกราฟิกใหม่หมด (ที่แม้แต่ผู้เคยร่วมพัฒนายังออกปากบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้) เอาเป็นว่าถ้าใครชอบ Diablo II มาก่อน ยังเล่นได้อีกไม่เบื่อ และยังไม่ได้ไปลองตอนเบต้า ผมฟันธงได้ว่าถูกใจแน่นอน  ส่วนผม... อาจจะรอลดราคาสักพัก ไม่รีบ😀

แต่มีเรื่องที่เคืองนิดนึงคือเกมต้องการพื้นที่ถึง 30 GB ในการติดตั้ง (ติดตั้งเสร็จใช้แค่ 23 GB) คือขนาดมันบวมขึ้นจากตัวต้นฉบับกว่า 10 เท่าเลยนะ ใครจะซื้อมาเล่นโหมดกราฟฟิกดั้งเดิมอย่างเดียวน่าจะไม่คุ้มตรงนี้แหละ ถ้าใครอยากซื้อตัวดั้งเดิม ไปซื้อได้ที่ Battle.net Shop ไปตรง Classic Games แล้วซื้อ Diablo II (2000) กับ Diablo II : Lord of Destruction (2001) ภาคละ $9.99 เอา ราคาถูกกว่า Resurrected ครึ่งนึงเลย แต่อย่าลืมว่าไม่มีการปรับปรุงใด ๆ และยังคงเล่นได้ที่ความละเอียด 800 x 600 นะ



- - -


ความคิดเห็น

  1. สมัยก่อน (ยุคที่ยังหลงผิด ดาวน์โหลดเถื่อน) ชอบเล่น Diablo 2
    เล่นไปได้ไกลมาก แต่ท้ายที่สุดก็ไปต่อไม่ได้ หาทางไม่เจอ
    สิ่งที่น่าหงุดหงิดมากในตอนนั้น คือ ไม่สามารถวิ่งได้ตลอดเวลา รู้สึกอึดอัดมากตอนเดิน

    ไม่เคยเล่นเกมแนวนี้จบเลยสักเกม
    ยกเว้น Torchlight 2

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อัพไปทำไม Windows 10 May 2021 Update (Ver.21H1)

เล่นแล้วมาเล่า... Torchlight 2 ตัวจริงเต็ม ๆ !!

[บันทึก] 3 เดือนนิด ๆ กับจอย DualShock 4 (บน PC)

ปัญหาภาษาใน Windows 10 Ver.1803 และวิธีแก้มัน

RPG Maker VX Ace กับภาษาไทย

[รีวิวสายอีก] Mega Man X Legacy Collection 1

RPG Maker MZ สอยดีมั้ย ภาษาไทยปกติรึเปล่า?

เก็บตก Torchlight 2

Firefox 93 อันโหลดแท็บเมื่อแรมเหลือน้อย